ประโยคว่ายิงแอด Google แล้วไม่ได้ผล ฟังดูเหมือนปัญหาเดียว แต่จริงๆ แล้วมันคือคำที่คนใช้เรียกอาการอย่างน้อยสี่แบบซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย บางคนหมายถึงโฆษณาไม่ขึ้นให้ใครเห็นเลยสักครั้ง บางคนหมายถึงมีคนเห็นเยอะแต่ไม่มีใครกด บางคนมีคลิกเข้ามาทุกวันแต่ไม่มีใครทักไลน์ และบางคนมีคนทักจริงแต่คิดเงินต่อหนึ่งลูกค้าแล้วขาดทุน ทั้งสี่แบบนี้มีต้นเหตุคนละชุด และวิธีแก้ก็คนละทางกันหมด
ปัญหาของบทความส่วนใหญ่ในภาษาไทยคือเอาสาเหตุทั้งหมดมากองรวมกันเป็นลิสต์ห้าหกข้อ แล้วปล่อยให้คนอ่านเดาเองว่าข้อไหนใช่ตัวเอง สุดท้ายก็เข้าไปแก้มั่วทั้งบัญชีในวันเดียว ซึ่งทำให้ระบบต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่และผลยิ่งแย่ลงกว่าเดิม บทความนี้ทำอีกแบบ คือไล่ตามลำดับกรวยจริงในบัญชี จากโฆษณาแสดงผล ไปคลิก ไปการติดต่อ แล้วจบที่ความคุ้มทุน คุณจะได้หยุดที่ขั้นแรกที่พังจริง แล้วแก้เฉพาะจุดนั้นก่อน
ยิงแอด Google แล้วไม่ได้ผล ต้องเริ่มไล่เช็คจากตรงไหน
เริ่มจากดูว่าบัญชีของคุณค้างอยู่ที่ขั้นไหนของกรวยก่อนเสมอ ลำดับคือ แสดงผล ไปคลิก ไปการติดต่อ ไปความคุ้มทุน แล้วแก้เฉพาะขั้นแรกที่ตัวเลขเป็นศูนย์หรือผิดปกติ ห้ามข้ามไปแก้ขั้นถัดไปก่อน เพราะการแก้ปลายทางในขณะที่ต้นทางยังพังอยู่คือการเสียเวลาและเสียงบเปล่า
เหตุผลที่ต้องไล่ตามลำดับ เพราะแต่ละขั้นมีตัวเลขชี้วัดของตัวเองที่บอกได้ชัดว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ถ้าไม่มีอิมเพรสชันเลย การไปนั่งเขียนข้อความโฆษณาใหม่ให้สวยขึ้นไม่ช่วยอะไร เพราะยังไม่มีใครได้เห็นข้อความนั้นด้วยซ้ำ ในทางกลับกัน ถ้ามีคลิกเข้ามาวันละหลายสิบครั้งแต่ไม่มีใครทัก การไปเพิ่มงบให้ได้คลิกมากขึ้นก็แค่ทำให้เสียเงินเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว
เครื่องมือที่ใช้วินิจฉัยทั้งหมดอยู่ในหน้าจอ Google Ads ของคุณเองอยู่แล้ว ไม่ต้องซื้อเครื่องมือเสริมใดๆ สิ่งที่ต้องทำคือเปิดคอลัมน์ให้ครบ แล้วดูช่วงเวลาที่ยาวพอจะเห็นแนวโน้ม ไม่ใช่เปิดดูวันต่อวันแล้วตกใจกับตัวเลขที่ยังไม่นิ่ง
- ขั้นที่ 1 แสดงผล ดูคอลัมน์ Impressions และสถานะโฆษณาว่าผ่านการตรวจสอบนโยบายแล้วหรือยัง
- ขั้นที่ 2 คลิก ดู CTR เทียบระหว่างกลุ่มโฆษณา ไม่ใช่เทียบกับค่าเฉลี่ยลอยๆ ที่หาจากอินเทอร์เน็ต
- ขั้นที่ 3 การติดต่อ ดูคอนเวอร์ชันที่ตั้งค่าไว้จริง ถ้ายังไม่มีการวัดผล แปลว่ายังวินิจฉัยขั้นนี้ไม่ได้เลย
- ขั้นที่ 4 ความคุ้มทุน ดูต้นทุนต่อคอนเวอร์ชันเทียบกับกำไรต่อลูกค้าหนึ่งราย ไม่ใช่เทียบกับค่าคลิก
อาการแบบไหนบอกปัญหาอะไร ตารางเทียบสี่อาการหลัก
สี่อาการหลักที่คนเรียกรวมกันว่ายิงแอดไม่ได้ผล แยกออกจากกันได้ด้วยตัวเลขแค่สามคอลัมน์ คือ Impressions, Clicks และคอนเวอร์ชัน ดูสามช่องนี้ก่อนแล้วเทียบกับตารางข้างล่าง คุณจะรู้ทันทีว่าต้องอ่านหัวข้อไหนต่อ
ข้อควรระวังคือหลายบัญชีมีมากกว่าหนึ่งอาการพร้อมกัน เช่นบางแคมเปญไม่มีอิมเพรสชัน ขณะที่อีกแคมเปญมีคลิกแต่ไม่มีใครทัก กรณีแบบนี้ให้แยกดูเป็นรายแคมเปญ อย่าดูรวมทั้งบัญชีแล้วสรุปเป็นภาพเดียว เพราะตัวเลขรวมจะกลบอาการของแคมเปญที่พังจริงจนมองไม่เห็น
| อาการที่เห็นในหน้าจอ | ต้นเหตุที่พบบ่อย | สิ่งที่ต้องแก้เป็นอันดับแรก |
|---|---|---|
| Impressions เป็นศูนย์หรือแทบไม่ขยับ | โฆษณายังรอตรวจสอบหรือถูกปฏิเสธตามนโยบาย ปัญหาการชำระเงิน ราคาเสนอต่ำจนแพ้ประมูล งบต่อวันต่ำเกิน หรือกำหนดพื้นที่และตารางเวลาแคบเกินไป | เช็คสถานะโฆษณาและสถานะบัญชีก่อนทุกอย่าง แล้วค่อยดูราคาเสนอกับขอบเขตการกำหนดเป้าหมาย |
| มี Impressions แต่ Clicks น้อยมาก | ข้อความโฆษณาไม่ตรงกับคำที่คนพิมพ์จริง ไม่มีจุดที่ทำให้ต้องกด หรือโฆษณาไปแสดงกับคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย | เปิดรายงานคำค้นหาดูว่าคนพิมพ์อะไรมาเจอเรา แล้วเขียนหัวข้อโฆษณาให้สะท้อนคำนั้น |
| มี Clicks ทุกวันแต่ไม่มีใครทักหรือโทร | หน้าปลายทางไม่ตรงกับที่โฆษณาสัญญาไว้ โหลดช้า ใช้บนมือถือลำบาก ไม่มีปุ่มติดต่อชัดเจน หรือคีย์เวิร์ดกว้างจนดึงคนที่ยังไม่คิดจะซื้อ | แก้หน้าปลายทางและช่องทางติดต่อก่อน แล้วค่อยตัดคำค้นที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายออก |
| มีคนทักแล้วแต่ต้นทุนต่อลูกค้าสูงเกินรับได้ | ลีดคุณภาพต่ำจากคำค้นผิดกลุ่ม ทีมตอบแชทช้าจนลูกค้าหายไปหาคู่แข่ง ไม่มีการวัดผลแยกรายแคมเปญ หรือยังไม่เคยทำการตลาดซ้ำกับคนที่เคยสนใจ | วัดคอนเวอร์ชันแยกตามคีย์เวิร์ดและแคมเปญ แล้วตัดงบออกจากจุดที่ไม่เคยสร้างลูกค้าจริง |
โฆษณาไม่ขึ้นเลย ค้นหาแอดตัวเองไม่เจอ เพราะอะไร
ถ้าโฆษณาไม่แสดงผลเลย ให้เช็คสามชั้นตามลำดับ คือชั้นบัญชีและการชำระเงิน ชั้นนโยบายและสถานะโฆษณา แล้วจึงเป็นชั้นการประมูล อย่าเพิ่งไปเพิ่มราคาเสนอหรือเพิ่มงบ ถ้ายังไม่ได้ตัดสองชั้นแรกออกไปก่อน เพราะสองชั้นแรกคือกรณีที่เงินเพิ่มเท่าไหร่ก็ไม่ช่วยอะไรเลย
โฆษณาที่เพิ่งสร้างใหม่ต้องผ่านการตรวจสอบนโยบายก่อน ซึ่ง Google ระบุว่าโฆษณาส่วนใหญ่ตรวจเสร็จภายในหนึ่งวันทำการ บางกรณีใช้เวลานานกว่านั้น ช่วงนี้ยังไม่มีอิมเพรสชันถือเป็นเรื่องปกติ ถ้าผ่านไปราวสามวันทำการแล้วยังนิ่งสนิท ค่อยเริ่มไล่สาเหตุอื่นได้ สาเหตุที่พบบ่อยรองลงมาคือแคมเปญตั้งวันเริ่มต้นไว้ในอนาคต วันสิ้นสุดผ่านไปแล้ว หรือกำหนดพื้นที่แสดงผลกับตารางเวลาแคบจนแทบไม่มีการค้นหาเกิดขึ้นในกรอบนั้น
อีกกรณีที่คนมองข้ามบ่อยคือแคมเปญของตัวเองแย่งคีย์เวิร์ดกันเอง หรือ Negative Keyword ที่เคยใส่ไว้เมื่อหลายเดือนก่อนไปบล็อกคีย์เวิร์ดหลักของแคมเปญใหม่โดยไม่รู้ตัว กรณีนี้พบได้จริงในบัญชีที่สะสมรายการคำติดลบมานาน จึงควรเปิดรายการ Negative Keyword ทั้งระดับแคมเปญและระดับรายการที่ใช้ร่วมกันมาไล่ดูเป็นระยะว่าไม่ได้ไปทับกับคีย์เวิร์ดที่กำลังยิงอยู่ และควรเช็คทุกครั้งที่เปิดแคมเปญใหม่ด้วยคีย์เวิร์ดชุดใกล้เคียงกับของเดิม
แยกให้ออกว่าแพ้เพราะงบ หรือแพ้เพราะอันดับโฆษณา
Google Ads มีคอลัมน์ที่ตอบคำถามนี้ตรงๆ อยู่แล้ว คือ Search Impression Share ซึ่งบอกว่าเราได้แสดงผลกี่เปอร์เซ็นต์จากจำนวนครั้งที่มีสิทธิ์แสดง และมีตัวแยกสาเหตุอีกสองตัวคือ Search Lost IS (budget) ที่บอกว่าเสียโอกาสไปเพราะงบไม่พอกี่เปอร์เซ็นต์ กับ Search Lost IS (rank) ที่บอกว่าเสียโอกาสไปเพราะแพ้ในการประมูลกี่เปอร์เซ็นต์
สองตัวนี้แก้คนละทางกันโดยสิ้นเชิง ถ้าเสียเพราะงบให้เพิ่มงบหรือลดขอบเขตลง แต่ถ้าเสียเพราะอันดับ การเพิ่มงบไม่ช่วยเลย ต้องไปแก้ที่ราคาเสนอหรือคุณภาพแทน เพราะอันดับโฆษณาคำนวณจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งราคาเสนอ คุณภาพของโฆษณาและหน้าปลายทาง เกณฑ์ขั้นต่ำที่โฆษณาต้องผ่านถึงจะมีสิทธิ์แสดง สภาพการแข่งขันในการประมูลรอบนั้น บริบทของการค้นหาอย่างสถานที่และอุปกรณ์ รวมถึงผลจากส่วนขยายและรูปแบบโฆษณาที่ใช้
จุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดคือคิดว่าจ่ายแพงกว่าคู่แข่งแล้วต้องชนะ ความจริงคือ Google กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ ถ้าคุณภาพโฆษณาและหน้าปลายทางยังไม่ผ่านเกณฑ์ ต่อให้ตั้งงบไม่จำกัดก็อาจไม่ได้แสดงอยู่ดี โดยคะแนนคุณภาพระดับคีย์เวิร์ดประกอบด้วยอัตราการคลิกที่คาดการณ์ ความเกี่ยวข้องของโฆษณา และประสบการณ์บนหน้าปลายทาง ซึ่งแต่ละตัวจะบอกเป็นสถานะเทียบกับผู้ลงโฆษณารายอื่นที่ประมูลคำเดียวกัน
ค้นเองแล้วไม่เจอ ไม่ได้แปลว่าโฆษณาพัง
การเปิด Google แล้วพิมพ์คีย์เวิร์ดของตัวเองเพื่อดูว่าแอดขึ้นไหม เป็นวิธีที่ไม่น่าเชื่อถือและยังทำร้ายบัญชีตัวเองด้วย เพราะการเห็นโฆษณาโดยไม่กดจะถูกนับเป็นอิมเพรสชันที่ไม่มีคลิก ทำให้อัตราการคลิกลดลงโดยไม่จำเป็น และถ้าเผลอกดเองก็เท่ากับจ่ายเงินให้ตัวเอง
นอกจากนี้ผลการค้นหาขึ้นกับบริบทของแต่ละคน ทั้งตำแหน่งที่ตั้ง อุปกรณ์ ประวัติการค้นหา และช่วงเวลา คุณกับลูกค้าอาจเห็นผลลัพธ์คนละหน้าจอกันเลยก็ได้ บางบัญชียังตั้งค่ากันคลิกจากไอพีของออฟฟิศตัวเองไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรทำ ผลคือคนในออฟฟิศหาโฆษณาตัวเองไม่เจอ ทั้งที่ลูกค้าข้างนอกเห็นตามปกติ
ถ้าอยากรู้จริงๆ ว่าโฆษณาแสดงหรือไม่ ให้ใช้เครื่องมือแสดงตัวอย่างและวินิจฉัยโฆษณาในบัญชีแทน เพราะมันจำลองผลการค้นหาให้ดูโดยไม่สร้างอิมเพรสชันปลอมและไม่กระทบตัวเลขในรายงาน
มีคนเห็นโฆษณาแต่ไม่มีใครคลิก ต้องแก้ตรงไหน
อาการนี้แปลว่าคุณชนะการประมูลแล้ว แต่ข้อความที่โผล่ขึ้นมายังไม่ทำให้คนรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เขากำลังหา จุดที่ต้องแก้จึงอยู่ที่ความตรงกันระหว่างคำที่คนพิมพ์กับคำที่ปรากฏในโฆษณา ไม่ใช่ที่งบหรือราคาเสนอ
วิธีที่ตรงที่สุดคือเปิดรายงานคำค้นหาย้อนหลังสามสิบวัน แล้วดูว่าคนพิมพ์อะไรมาเจอโฆษณาของเราจริงๆ คุณจะเห็นสองอย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือคำที่ไม่เกี่ยวข้องเลยซึ่งควรตัดทิ้ง อย่างที่สองคือคำที่เกี่ยวข้องแต่เราไม่เคยพูดถึงในโฆษณาเลย ซึ่งควรหยิบมาใส่ในหัวข้อโฆษณาให้ตรงคำ คนไทยจำนวนมากค้นด้วยคำที่ต่างจากคำที่เจ้าของธุรกิจใช้เรียกสินค้าตัวเอง
อีกเรื่องที่ควรรู้ก่อนไปแก้คือชนิดการจับคู่คีย์เวิร์ดเปลี่ยนไปแล้วจากที่หลายคนเคยเรียน ตัวปรับแต่งแบบกว้างหรือ Broad Match Modifier ถูกยุบรวมเข้ากับแบบวลีตั้งแต่ปี 2021 และแม้แต่แบบตรงก็ไม่ได้ตรงตัวอักษรเป๊ะอีกต่อไป เพราะระบบจับคำใกล้เคียงให้อัตโนมัติ ถ้าคุณยังตั้งค่าตามคู่มือเก่า ผลที่ได้จะไม่ตรงกับที่คิด อ่านวิธีเลือกให้ตรงยุคได้ที่ Match Type คีย์เวิร์ด Google Ads เลือกยังไงไม่ให้งบรั่ว
- ใส่คำที่คนค้นจริงไว้ในหัวข้อโฆษณาชิ้นแรก ไม่ใช่เก็บไว้ท้ายคำอธิบายที่คนไม่ทันอ่าน
- ระบุสิ่งที่ทำให้ต่างจากคู่แข่งเป็นข้อเท็จจริง เช่นพื้นที่ให้บริการ เวลาทำการ หรือรูปแบบการรับงาน
- ใส่ส่วนขยายโฆษณาหรือที่ตอนนี้เรียกว่า assets ให้ครบเท่าที่เกี่ยวข้องจริง ทั้งลิงก์ไซต์ ข้อความไฮไลต์ และปุ่มโทร
- เขียนโฆษณาหลายชิ้นในกลุ่มเดียวกันแล้วปล่อยให้ระบบทดสอบ อย่าตัดสินจากชิ้นเดียวภายในไม่กี่วัน
- ถ้า CTR ต่ำเฉพาะบนมือถือ ให้ไปดูว่าข้อความถูกตัดจนอ่านไม่รู้เรื่องบนหน้าจอเล็กหรือเปล่า
มีคลิกทุกวันแต่ไม่มีคนทัก ปัญหาอยู่ที่โฆษณาหรือที่หน้าเว็บ
เมื่อมีคลิกเข้ามาแล้วแต่ไม่มีใครติดต่อกลับ สาเหตุส่วนใหญ่อยู่หลังคลิก ไม่ใช่ที่ตัวโฆษณา เพราะการที่คนยอมกดแปลว่าข้อความโฆษณาทำงานได้แล้วในระดับหนึ่ง สิ่งที่พังคือสิ่งที่เขาเจอหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าเว็บ ช่องทางติดต่อ หรือคนที่อยู่ปลายสายอีกฝั่ง
ก่อนไปแก้ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าคุณรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีใครทัก ถ้าคำตอบคือรู้สึกว่าแชทเงียบ นั่นยังไม่ใช่ข้อมูล เพราะลูกค้าหลายคนเห็นโฆษณาวันนี้แล้วกลับมาทักตรงๆ ในอีกสามวันถัดมาโดยไม่ผ่านโฆษณาอีกครั้ง ถ้ายังไม่ได้ติดตั้งการวัดคอนเวอร์ชันให้ครบทุกช่องทางทั้งปุ่มไลน์ ปุ่มโทร และฟอร์ม คุณจะวินิจฉัยขั้นนี้ไม่ได้เลย วิธีติดตั้งให้วัดได้จริงอยู่ใน ตั้ง Conversion Tracking Google Ads ให้วัดผลได้จริง
เมื่อวัดผลได้แล้ว ให้ดูว่าคลิกที่ไม่กลายเป็นการติดต่อกระจุกอยู่ที่คีย์เวิร์ดกลุ่มไหน บ่อยครั้งจะพบว่าเป็นคำค้นเชิงหาความรู้ เช่นคนที่ค้นว่าทำเองยังไงหรือราคาประมาณเท่าไหร่ ซึ่งยังไม่ถึงขั้นตัดสินใจจ้าง คนกลุ่มนี้ไม่ได้ไร้ค่า แต่ไม่ควรอยู่ในแคมเปญเดียวกับคำที่มีเจตนาซื้อชัดเจน เพราะจะทำให้ตัวเลขรวมดูแย่และตีความผิดทั้งหมด
เช็คหน้าปลายทางตามลำดับนี้
ให้เปิดหน้าปลายทางบนมือถือด้วยเน็ตมือถือจริง ไม่ใช่ไวไฟในออฟฟิศ แล้วจับเวลาว่ากว่าจะเห็นเนื้อหาใช้เวลากี่วินาที จากนั้นดูว่าหัวข้อบนหน้าเว็บพูดเรื่องเดียวกับข้อความในโฆษณาหรือไม่ ถ้าโฆษณาบอกว่ารับติดตั้งในกรุงเทพ แต่หน้าเว็บเป็นหน้าแรกของบริษัทที่พูดถึงบริการสิบอย่างรวมกัน คนจะกดออกทันทีเพราะรู้สึกว่ามาผิดที่
ต่อมาคือช่องทางติดต่อ ต้องเห็นได้โดยไม่ต้องเลื่อนหาและกดได้ในนิ้วเดียว ปุ่มโทรต้องโทรออกได้จริงบนมือถือ ปุ่มไลน์ต้องเปิดแอปได้จริงไม่ใช่พาไปหน้าที่ให้กดต่ออีกสองชั้น และฟอร์มควรถามเท่าที่จำเป็น ทุกช่องที่เพิ่มเข้ามาคือคนที่หายไปส่วนหนึ่งเสมอ
เช็คลิสต์เต็มของหน้าปลายทางที่ใช้กับโฆษณาโดยเฉพาะ ทั้งโครงหน้า ความเร็ว และหลักฐานความน่าเชื่อถือ อ่านต่อได้ที่ Landing Page สำหรับ Google Ads ต้องมีอะไรบ้าง ส่วนในบทความนี้ขอเน้นแค่ว่าอย่าเพิ่งไปแตะการตั้งค่าแคมเปญ ถ้ายังไม่ได้ตัดปัญหาหน้าปลายทางออกไปก่อน
อย่าลืมฝั่งหลังบ้าน เวลาตอบแชทคือสาเหตุที่คนมองข้ามที่สุด
หลายบัญชีที่ดูเหมือนแอดพัง จริงๆ แล้วคือแอดทำงานได้ แต่ไม่มีใครอยู่ตอบ ลองย้อนดูรายงานตามช่วงเวลาในหน้าจอ Google Ads ว่าคลิกส่วนใหญ่เกิดตอนกี่โมง แล้วเทียบกับเวลาที่ทีมของคุณตอบแชทได้จริง ถ้าคลิกกระจุกตอนสี่ทุ่มแต่มีคนตอบตอนเก้าโมงเช้าของอีกวัน ลูกค้าส่วนใหญ่ไปเจอคู่แข่งที่ตอบก่อนเรียบร้อยแล้ว
ทางแก้มีสองทางและควรทำคู่กัน ทางแรกคือปรับตารางเวลาแสดงโฆษณาให้ตรงกับเวลาที่มีคนตอบ อาจเสียปริมาณคลิกไปบ้างแต่เงินที่จ่ายมีคนรับลูกต่อจริง ทางที่สองคือทำระบบรับเรื่องนอกเวลา เช่นข้อความตอบกลับอัตโนมัติที่บอกกรอบเวลาที่จะติดต่อกลับชัดเจน พร้อมเก็บเบอร์หรือรายละเอียดงานไว้ก่อน
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิคโฆษณา แต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เงินค่าโฆษณาสูญเปล่ามากที่สุดข้อหนึ่ง และเป็นข้อที่เอเจนซี่แก้ให้ไม่ได้ถ้าเจ้าของธุรกิจไม่จัดการฝั่งตัวเอง
มีคนทักแล้วแต่ไม่คุ้ม ต้นทุนต่อลูกค้าแพงเกินรับได้
ขั้นนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณอีกต่อไป แต่อยู่ที่คุณภาพและการกระจายงบ สิ่งที่ต้องทำคือหาให้เจอว่าเงินไปกองอยู่ที่คีย์เวิร์ดหรือแคมเปญไหน แล้วจุดนั้นเคยสร้างลูกค้าจริงหรือไม่ ไม่ใช่ดูแค่ยอดรวมทั้งบัญชีแล้วสรุปว่าแพง
ก่อนตัดสินว่าแพงเกินไป ต้องรู้ตัวเลขของธุรกิจตัวเองก่อนสองตัว คือกำไรเฉลี่ยต่อลูกค้าหนึ่งราย และอัตราปิดการขายจากคนที่ทักเข้ามา ถ้าปิดได้หนึ่งในสิบ และกำไรต่อรายคือสามพันบาท แปลว่าต้นทุนต่อการทักหนึ่งครั้งที่ยังคุ้มคือไม่เกินสามร้อยบาทโดยประมาณ ถ้าไม่มีตัวเลขสองตัวนี้ คำว่าคุ้มหรือไม่คุ้มจะเป็นแค่ความรู้สึก และมักจบด้วยการปิดแคมเปญที่กำลังจะได้ผลพอดี
เมื่อรู้เพดานแล้ว ให้เรียงคีย์เวิร์ดตามค่าใช้จ่ายจากมากไปน้อย แล้วดูทีละตัวว่าตัวไหนใช้เงินเยอะแต่คอนเวอร์ชันเป็นศูนย์มาต่อเนื่องหลายสัปดาห์ กลุ่มนี้คือจุดที่ควรตัดหรือลดราคาเสนอลงก่อน ส่วนตัวที่ต้นทุนต่อคอนเวอร์ชันต่ำกว่าเพดานคือจุดที่ควรเพิ่มงบ การจัดงบใหม่ภายในวงเงินเดิมมักได้ผลเร็วกว่าการเพิ่มงบรวมเสียอีก ถ้าปัญหาหลักคือค่าคลิกสูงจนงบหมดก่อนได้ลูกค้า อ่านวิธีลดต้นทุนต่อคลิกเพิ่มเติมได้ที่ ค่าคลิก Google Ads แพง ลดยังไงให้ถูกลง
- แยกแคมเปญตามเจตนาการค้นหา อย่ารวมคำที่คนพร้อมจ้างกับคำที่คนแค่หาข้อมูลไว้ในกองเดียวกัน
- ตั้งคอนเวอร์ชันหลักให้เป็นสิ่งที่ใกล้เงินจริงที่สุด เช่นการทักหรือการโทร ไม่ใช่การเลื่อนดูหน้าเว็บ
- ถ้าลีดเข้ามาเยอะแต่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ให้ระบุเงื่อนไขบริการให้ชัดในโฆษณาและหน้าเว็บ เช่นขอบเขตพื้นที่หรืองบขั้นต่ำ
- ทำการตลาดซ้ำกับคนที่เคยเข้าเว็บแล้วยังไม่ติดต่อ ต้นทุนต่อการปิดมักถูกกว่าการหาคนใหม่
- บันทึกทุกครั้งที่แก้แคมเปญพร้อมวันที่ เวลาผลเปลี่ยนจะได้รู้ว่าเปลี่ยนเพราะอะไร
สงสัยโดนคู่แข่งคลิกทิ้งงบ เช็คได้ยังไงว่าเป็นคลิกปลอม
เรื่องนี้เป็นความกังวลที่พบบ่อยมากในหมู่คนยิงแอดไทย และคำตอบสั้นๆ คือ Google มีระบบกรองคลิกที่ไม่ถูกต้องอัตโนมัติทำงานอยู่ตลอด คลิกที่ระบบตัดสินว่าไม่ถูกต้องจะไม่ถูกคิดเงิน และจะแสดงแยกไว้ให้เห็นในรายงาน สิ่งแรกที่ควรทำจึงไม่ใช่การไปนั่งไล่ล่าคู่แข่ง แต่คือการเปิดคอลัมน์คลิกที่ไม่ถูกต้องขึ้นมาดูว่าระบบกรองไปให้แล้วเท่าไหร่
ถ้าดูแล้วยังสงสัย ให้เก็บหลักฐานเชิงรูปแบบก่อน เช่นช่วงเวลาที่คลิกพุ่งผิดปกติเทียบกับวันปกติ อุปกรณ์และพื้นที่ที่กระจุกตัวผิดธรรมชาติ หรือคลิกจำนวนมากจากพื้นที่ที่ไม่ใช่ตลาดของคุณเลย ข้อมูลพวกนี้ดูได้จากรายงานแยกตามพื้นที่และตามอุปกรณ์ในบัญชี แล้วค่อยใช้ประกอบการแจ้งเรื่องกับฝ่ายสนับสนุนของ Google Ads
ระหว่างนั้นมีสิ่งที่ทำได้เองทันทีสองอย่าง อย่างแรกคือกันไอพีของออฟฟิศและของทีมตัวเองออกจากการเห็นโฆษณา อย่างที่สองคือจำกัดพื้นที่แสดงผลให้ตรงกับพื้นที่ที่ขายจริง สองอย่างนี้ตัดคลิกเปล่าออกไปได้ส่วนหนึ่งโดยไม่ต้องรอใคร ข้อควรระวังคืออย่าด่วนสรุปว่าทุกคลิกที่ไม่กลายเป็นลูกค้าคือคลิกปลอม เพราะโดยธรรมชาติของโฆษณาค้นหา คนส่วนใหญ่ที่คลิกยังไม่พร้อมซื้อในวันนั้นอยู่แล้ว
เสียเงินฟรี กับ ยังไม่เห็นผลเพราะระบบกำลังเรียนรู้ ต่างกันยังไง
ต่างกันที่ว่าคุณเพิ่งเปลี่ยนอะไรในแคมเปญไปหรือเปล่า ถ้าเพิ่งสร้างแคมเปญใหม่ เพิ่งเปลี่ยนกลยุทธ์การประมูล หรือเพิ่งเพิ่มลบคีย์เวิร์ดจำนวนมาก ระบบจะเข้าสู่ช่วงเรียนรู้ ซึ่งผลลัพธ์ในช่วงนั้นยังไม่ใช่ผลจริงและยังไม่ควรเอามาตัดสิน
Google กรอบช่วงเรียนรู้ของกลยุทธ์การประมูลไว้ที่ประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ หรือราวหนึ่งถึงสองรอบวงจรคอนเวอร์ชันของธุรกิจนั้น ขึ้นกับว่ามีข้อมูลเข้ามามากน้อยแค่ไหน และแม้สถานะจะเลิกแสดงคำว่ากำลังเรียนรู้แล้ว อัลกอริทึมก็ยังปรับตัวต่อไปอยู่ดี สิ่งที่ห้ามทำที่สุดคือแก้แคมเปญซ้ำๆ ระหว่างช่วงเรียนรู้ เพราะการแก้แต่ละครั้งทำให้ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ คนจำนวนมากติดกับดักนี้โดยไม่รู้ตัว คือแก้ทุกวันเพราะร้อนใจ แล้วแคมเปญก็ไม่เคยได้ออกจากช่วงเรียนรู้เลยสักครั้ง
อีกจุดที่ควรรู้คือกลยุทธ์ประมูลอัตโนมัติต้องการข้อมูลคอนเวอร์ชันเพื่อทำงาน สำหรับ Target CPA นั้น Google แนะนำให้ประเมินผลจากข้อมูลสามสิบวันล่าสุดที่มีคอนเวอร์ชันอย่างน้อยสามสิบครั้งจึงจะเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นเกณฑ์สำหรับการประเมินผล ไม่ใช่เงื่อนไขว่าห้ามเริ่มใช้ถ้ายังไม่มีข้อมูล ในทางปฏิบัติ บัญชีที่ยังมีคอนเวอร์ชันน้อยมากจึงมักตัดสินผลของกลยุทธ์อัตโนมัติเร็วเกินไป ทั้งที่ระบบยังไม่มีข้อมูลพอจะทำงานได้เต็มที่
สรุปเป็นกฎง่ายๆ คือให้เวลาอย่างน้อยหนึ่งรอบวงจรการตัดสินใจซื้อของธุรกิจคุณเต็มๆ ก่อนตัดสินแคมเปญ และระหว่างนั้นให้แก้เท่าที่จำเป็นจริงเช่นการตัดคำค้นที่ไม่เกี่ยวข้องออก ซึ่งกระทบโครงสร้างน้อยกว่าการรื้อกลยุทธ์ประมูลทั้งชุด
ตัวเลขในหน้าจอหลอกตาได้ ต้องรู้ก่อนตัดสินว่าแอดไม่ได้ผล
ก่อนสรุปว่าแคมเปญล้มเหลว ต้องรู้ว่าตัวเลขที่เห็นอยู่ตรงหน้ามีเงื่อนไขในการนับของมันเอง และบางเงื่อนไขทำให้ผลงานล่าสุดดูแย่กว่าความจริงเสมอ ถ้าไม่รู้จุดนี้ คุณจะปิดแคมเปญที่กำลังไปได้ดีทิ้งไปโดยไม่จำเป็น
เรื่องแรกคือความหน่วงของคอนเวอร์ชัน Google รายงานคอนเวอร์ชันย้อนกลับไปที่วันที่เกิดคลิก ไม่ใช่วันที่ลูกค้าตัดสินใจจริง คนที่คลิกวันจันทร์แล้วมาทักวันพฤหัส จะถูกนับกลับไปเป็นผลของวันจันทร์ ผลก็คือ ตัวเลขของสองสามวันล่าสุดจะดูแย่กว่าความจริงเสมอ เพราะคอนเวอร์ชันที่จะตามมายังไม่ถูกนับ ต้นทุนต่อคอนเวอร์ชันจึงดูสูงเกินจริงชั่วคราว ยิ่งธุรกิจที่ลูกค้าใช้เวลาตัดสินใจนาน ช่องว่างนี้ยิ่งกว้าง
เรื่องที่สองคือโมเดลการให้เครดิตคอนเวอร์ชัน ปัจจุบันระบบใช้โมเดลที่แบ่งเครดิตตามข้อมูลจริงเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับคอนเวอร์ชันส่วนใหญ่ ซึ่งกระจายเครดิตให้จุดสัมผัสหลายจุดในเส้นทางเดียว ไม่ได้ยกให้คลิกสุดท้ายทั้งหมดเหมือนสมัยก่อน ผลคือตัวเลขในรายงานคนละมุมอาจไม่ตรงกัน และคอนเวอร์ชันบางรายการอาจแสดงเป็นเศษทศนิยม ซึ่งเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ความผิดพลาด
เรื่องที่สามคือข้อมูลล้าสมัยที่ยังลอยอยู่ในบทความเก่าจำนวนมาก ตัวชี้วัดตำแหน่งเฉลี่ยถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2019 แล้ว ตัวที่ใช้แทนคืออัตราการแสดงผลด้านบนและอัตราการแสดงผลบนสุด ถ้าใครยังแนะนำให้คุณไล่ตามตำแหน่งเฉลี่ยให้ได้อันดับหนึ่ง แสดงว่าเขาอ้างอิงข้อมูลที่เลิกใช้ไปหลายปีแล้ว
- ดูผลย้อนหลังอย่างน้อยสิบสี่ถึงสามสิบวัน อย่าตัดสินจากข้อมูลรายวัน
- เทียบช่วงเวลาเดียวกันกับเดือนก่อนหน้า เพื่อตัดผลของฤดูกาลและวันหยุดออก
- แยกดูผลตามอุปกรณ์ พื้นที่ และช่วงเวลา ก่อนสรุปว่าทั้งแคมเปญไม่ได้ผล
- อย่าเทียบตัวเลขของตัวเองกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ไม่ระบุที่มาและช่วงเวลา
แก้เองได้ถึงจุดไหน แล้วเมื่อไหร่ควรให้คนอื่นเข้ามาดู
งานที่เจ้าของธุรกิจทำเองได้และควรทำเองคือชั้นวินิจฉัยตามลำดับในบทความนี้ทั้งหมด ตั้งแต่เช็คสถานะโฆษณา ดูสัดส่วนการแสดงผลที่เสียไป อ่านรายงานคำค้นหา ตัดคำที่ไม่เกี่ยวข้อง แก้หน้าปลายทาง และจัดระบบตอบแชท เพราะทั้งหมดนี้ต้องใช้ความเข้าใจธุรกิจตัวเองซึ่งไม่มีใครรู้ดีกว่าเจ้าของ
จุดที่ควรมีคนช่วยคือเมื่อบัญชีใหญ่ขึ้นจนดูเองไม่ทัน เมื่อโครงสร้างแคมเปญเก่าพันกันยุ่งจนแยกไม่ออกว่าเงินไปไหน หรือเมื่อทำตามทุกข้อแล้วตัวเลขยังไม่ขยับตลอดหลายรอบวงจรคอนเวอร์ชัน อีกกรณีคือเมื่อปัญหาข้ามไปฝั่งเว็บและระบบวัดผล ซึ่งต้องแก้ที่โครงสร้างเว็บไม่ใช่ที่หน้าจอโฆษณา
ถ้าไล่เช็คครบทุกขั้นแล้วยังหาจุดที่พังไม่เจอ ทีม SEONo1 รับตรวจบัญชีและวางโครงแคมเปญใหม่ให้ได้ที่ บริการดูแล Google Ads โดยจะบอกตรงๆ ว่าจุดไหนแก้ได้และจุดไหนต้องใช้เวลา ไม่มีการรับปากเรื่องอันดับหรือผลลัพธ์ที่ควบคุมไม่ได้
คำถามที่พบบ่อย
01ยิงแอด Google กี่วันถึงจะรู้ว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล+
ขึ้นกับวงจรการตัดสินใจซื้อของธุรกิจคุณ ไม่ใช่จำนวนวันตายตัว หลักที่ใช้ได้คือให้เวลาอย่างน้อยหนึ่งรอบวงจรคอนเวอร์ชันเต็มๆ และถ้าเพิ่งเปลี่ยนกลยุทธ์การประมูล ให้เผื่อช่วงเรียนรู้ซึ่งกินเวลาราวหนึ่งถึงสองสัปดาห์ หรือประมาณหนึ่งถึงสองรอบวงจรคอนเวอร์ชัน ระหว่างนั้นอย่าแก้แคมเปญถี่ๆ เพราะการแก้แต่ละครั้งทำให้ระบบเริ่มเรียนรู้ใหม่
02ยิงแอดวันละ 100 บาท พอไหม ทำไมได้แค่คนสองคนทัก+
งบต่อวันเป็นตัวจำกัดจำนวนคลิกที่ได้ ไม่ใช่ตัวกำหนดว่าจะได้ลูกค้าหรือไม่ ถ้าค่าคลิกในหมวดของคุณอยู่ที่หลักสิบบาท งบร้อยบาทจะได้คลิกไม่กี่ครั้งต่อวัน ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยเกินกว่าจะสรุปอะไรได้ทางสถิติ ทางออกคือทำให้ทุกคลิกมีโอกาสสูงขึ้นด้วยการจำกัดคำค้นให้ตรงกลุ่มและแก้หน้าปลายทาง ไม่ใช่เพิ่มงบอย่างเดียว
03โฆษณาขึ้นสถานะทำงานอยู่ แต่ค้นหาเองแล้วไม่เจอ ผิดปกติไหม+
ส่วนใหญ่ไม่ผิดปกติ เพราะผลการค้นหาต่างกันตามตำแหน่งที่ตั้ง อุปกรณ์ และช่วงเวลา อีกทั้งหลายบัญชีตั้งกันคลิกจากไอพีตัวเองไว้ ทำให้คนในออฟฟิศไม่เห็นโฆษณาทั้งที่ลูกค้าเห็นปกติ ควรใช้เครื่องมือแสดงตัวอย่างและวินิจฉัยโฆษณาในบัญชีตรวจแทน เพราะการค้นหาเองซ้ำๆ จะสร้างอิมเพรสชันที่ไม่มีคลิกและทำให้อัตราการคลิกแย่ลง
04งบหมดเร็วมากตั้งแต่ก่อนเที่ยง ควรเพิ่มงบหรือแก้อย่างอื่นก่อน+
ให้เปิดคอลัมน์สัดส่วนการแสดงผลที่เสียไปเพราะงบและเพราะอันดับขึ้นมาดูก่อน ถ้าเสียเพราะงบเป็นหลัก การเพิ่มงบหรือลดขอบเขตคำค้นลงจะช่วยได้ตรงจุด แต่ถ้าเสียเพราะอันดับ การเพิ่มงบไม่ช่วยเลย ต้องไปแก้ที่ความเกี่ยวข้องของคีย์เวิร์ด ข้อความโฆษณา และหน้าปลายทางแทน
05จ้างเอเจนซี่ยิงแอดแล้วผลไม่ต่างจากทำเอง ควรดูอะไรก่อนตัดสินใจเลิกจ้าง+
ขอดูสามอย่างเป็นอย่างน้อย คือรายงานคำค้นหาจริงย้อนหลัง โครงสร้างแคมเปญและคีย์เวิร์ดที่ใช้งบสูงสุด และการตั้งค่าคอนเวอร์ชันว่าวัดสิ่งที่ใกล้เงินจริงหรือไม่ ถ้ารายงานที่ได้มีแต่ยอดคลิกกับยอดการมองเห็นโดยไม่มีคอนเวอร์ชันแยกตามคีย์เวิร์ด แปลว่ายังไม่มีใครรู้ว่าเงินไปกองอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ก่อนตัดสินใจเรื่องอื่น

