Landing Page สำหรับ Google Ads คือหน้าที่ทำมารับคนคลิกจากโฆษณาโดยเฉพาะ สิ่งที่ต้องมีคือ พาดหัวที่ใช้คำเดียวกับคีย์เวิร์ดและข้อความในโฆษณา, CTA เดียวที่ชัด (โทร/LINE/ฟอร์ม), หลักฐานความน่าเชื่อถือ, ข้อมูลบริษัทและช่องทางติดต่อจริง, นโยบายความเป็นส่วนตัวตาม PDPA เมื่อมีฟอร์ม, หน้าที่ AdsBot เข้าคลานได้ และจุดวัด conversion ที่ติดตามได้จริง

บทความนี้เรียงเป็นเช็คลิสต์ที่ติ๊กทีละข้อได้ พร้อมสิ่งที่ Google บอกเองว่าดูอะไรบนหน้าปลายทาง เหตุผลที่โฆษณาไม่อนุมัติทั้งที่หน้าเว็บเปิดได้ปกติ เกณฑ์ความเร็วที่วัดได้ และวิธีวัดผลว่าคุ้มงบไหม จุดไหนไม่มีเอกสารยืนยัน เราระบุตรงๆ

Landing Page สำหรับ Google Ads คืออะไร ต่างจากหน้าแรกเว็บยังไง?

Landing Page สำหรับ Google Ads คือ หน้าที่รับคนคลิกจากโฆษณาโดยตรง และมีเป้าหมายเดียว ส่วนหน้าแรกคือหน้ารวมที่พูดทุกเรื่องพร้อมกัน คนที่ค้นคำเฉพาะเจาะจงแล้วตกลงบนหน้ารวม ต้องหาเองว่าสิ่งที่ต้องการอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นจุดที่งบส่วนใหญ่หายไป

Google แนะนำให้เลือกหน้าปลายทางที่ตรงกับโฆษณาและคีย์เวิร์ดของ ad group นั้น และบอกว่าโครงสร้างเว็บที่มีอยู่คือจุดตั้งต้นที่ดี โดยให้แต่ละ ad group แทนหนึ่งหน้าหรือหนึ่งหมวดบนเว็บ แปลว่าถ้ามีหน้าบริการที่โฟกัสเรื่องเดียวอยู่แล้วก็ใช้หน้านั้นได้ ไม่ต้องซื้อเครื่องมือทำ Landing Page ใหม่ วางผังหน้าเพิ่มเติมได้ที่โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีต่อ SEO

หัวข้อเทียบLanding Page สำหรับแอดหน้าแรก/เว็บไซต์ทั่วไป
เป้าหมายเป้าหมายเดียว เช่น ส่งฟอร์ม/โทร/ทัก LINEแนะนำแบรนด์ กระจายคนไปหลายหน้า
เมนูและลิงก์ออกตัดให้เหลือเท่าที่จำเป็นเมนูเต็ม มีลิงก์ออกจำนวนมาก
จำนวน CTACTA เดียว ซ้ำได้หลายจุดหลาย CTA แข่งกันเอง
เนื้อหาตอบคีย์เวิร์ดชุดเดียวให้ลึกครอบคลุมทุกบริการแบบผิวๆ
ตัวชี้วัดหลักConversion Rate และต้นทุนต่อ conversionจำนวนผู้เข้าชม ระยะเวลาบนเว็บ
เหมาะกับแคมเปญแบบไหนคีย์เวิร์ดความต้องการเฉพาะ เช่น ชื่อบริการ ราคาแอดคำค้นชื่อแบรนด์ตัวเอง

ยิงแอดไปที่เพจ Facebook หรือ LINE OA ได้ไหม

ทำได้ในทางเทคนิค แต่เสียเปรียบเกือบทุกด้าน เพราะควบคุมหน้าไม่ได้ ติดโค้ดวัด conversion ไม่ได้ เก็บผู้เข้าชมไว้ทำ remarketing ไม่ได้ และหน้าเต็มไปด้วยลิงก์ออก ขณะที่ Google ประเมินคุณภาพหน้าปลายทางจากประโยชน์ของข้อมูล ความง่ายในการนำทาง และจำนวนลิงก์บนหน้า ถ้ายังไม่มีเว็บ ให้ทำหน้าเดียวบนโดเมนตัวเองก่อน

Landing Page สำหรับ Google Ads ต้องมีอะไรบ้าง (เช็คลิสต์ 12 ข้อ)

สรุปสั้นๆ หน้าที่พร้อมรับแอดต้องมี 12 อย่างนี้ เรียงตามลำดับที่คนเลื่อนเจอจริง ข้อที่ระบุว่าต้องมีคือของที่ขาดไม่ได้ ที่เหลือคือของที่ช่วยให้ปิดการติดต่อง่ายขึ้น

หลักการเบื้องหลังมาจากคำแนะนำของ Google เอง คือหน้าต้องทำตามคำสัญญาในโฆษณา มี CTA ที่ชัด มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเขียนขึ้นเอง ใช้งานง่ายบนมือถือ และโหลดเร็ว

  • ครึ่งจอแรกบนมือถือต้องมีครบ 4 อย่าง: พาดหัวที่มีคีย์เวิร์ด, ประโยคบอกว่าคุณทำอะไรให้ใคร, ปุ่ม CTA และภาพงานจริง
  • อย่าให้ป๊อปอัปเด้งคลุมจอทันทีที่โหลดเสร็จ เพราะเข้าข่ายหน้าปลายทางที่ใช้งานยาก และ Better Ads Standards ระบุป๊อปอัปบนมือถือไว้ในรายการที่ไม่ควรทำ
องค์ประกอบทำไมต้องมีจำเป็นแค่ไหน
พาดหัวที่ใช้คำเดียวกับคีย์เวิร์ดและข้อความโฆษณาคนคลิกมาแล้วเห็นคำที่ตัวเองค้นทันที ไม่กดปิดต้องมี
พาดหัวรองบอกว่าเหมาะกับใครคัดกรองคนที่ไม่ใช่ลูกค้าออกตั้งแต่ต้นต้องมี
CTA เดียว ซ้ำ 2-3 จุดตามความยาวหน้าGoogle แนะนำให้หน้าสะท้อน CTA เดียวกับในแอดต้องมี
ปุ่มโทรและปุ่ม LINE ที่กดจากมือถือติดทันทีจากงานที่เราดูแล ลูกค้าไทยมักโทรหรือทักก่อนกรอกฟอร์มต้องมี
ฟอร์มสั้นที่ถามเท่าที่ใช้จริงทุกช่องที่เพิ่มคือแรงเสียดทานที่ต้องแลกกับคุณภาพ leadต้องมี
ภาพหรือวิดีโอของงานจริงภาพสต็อกไม่ช่วยให้คนเชื่อว่าคุณทำได้ต้องมี
ราคาหรือกรอบราคาGoogle ห้ามปกปิดหรือบิดเบือนค่าใช้จ่าย แต่ไม่ได้บังคับให้แสดงราคาควรมี (ถ้าแอดพูดถึงราคาหรือโปร ต้องมี)
ข้อมูลบริษัทจริง ที่อยู่ เบอร์โทรGoogle ห้ามปกปิดหรือบิดเบือนตัวตนผู้ขายต้องมี
หลักฐานความน่าเชื่อถือ รีวิว เคสงานGoogle แนะนำให้มีรีวิวลูกค้าบนหน้าควรมี
FAQ ปิดข้อกังวลก่อนติดต่อลดคำถามซ้ำและช่วยให้หน้ามีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ควรมี
นโยบายความเป็นส่วนตัวและข้อความแจ้งตาม PDPAบังคับตามกฎหมายไทยเมื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต้องมี (ถ้ามีฟอร์ม)
โครงหน้าแบบมือถือก่อน ตัดลิงก์ที่ไม่จำเป็นจำนวนลิงก์บนหน้าเป็นสิ่งที่ Google ระบุว่าใช้ประเมินต้องมี

ฟอร์มควรถามกี่ช่อง

ไม่มีตัวเลขทางการจาก Google ส่วนตัวเลขตามบล็อกทั่วไปที่ว่าลดฟิลด์แล้ว conversion เพิ่มร้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ มักหาต้นทางไม่ได้ เราจึงไม่อ้าง สิ่งที่ตรวจสอบได้คืองานวิจัยของ Baymard Institute (มิ.ย. 2024) ที่พบว่าจำนวนฟิลด์มีผลต่อความง่ายในการใช้งานมากกว่าจำนวนขั้นตอน แต่ขอบเขตคือฟอร์มชำระเงินอีคอมเมิร์ซ การนำมาใช้กับฟอร์มเก็บ lead จึงเป็นการอนุมาน ที่ปลอดภัยคือเริ่มจากชื่อ เบอร์ และสิ่งที่สนใจ แล้วค่อยเทสว่าเพิ่มช่องแล้วคุ้มไหม

Google Ads ดูอะไรที่หน้า Landing Page บ้าง?

Google ระบุว่าประเมินจากประโยชน์และความเกี่ยวข้องของข้อมูลบนหน้า ความง่ายในการนำทาง จำนวนลิงก์บนหน้า และความคาดหวังที่ผู้ใช้มีจากโฆษณาที่คลิกมา รวมกันเป็นคะแนน Landing page experience

Quality Score ระดับคีย์เวิร์ดมี 3 องค์ประกอบคือ Expected CTR, Ad relevance และ Landing page experience เทียบกับผู้ลงโฆษณารายอื่นในคำค้นเดียวกันช่วง 90 วัน จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยคือ Quality Score ไม่ใช่ตัวป้อนเข้าการประมูลโดยตรง Google เขียนเองว่ามันคือเครื่องมือวินิจฉัย

ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องคือคุณภาพหน้าปลายทางเป็นส่วนหนึ่งของ ad quality ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยของ Ad Rank ร่วมกับราคาบิด เกณฑ์ขั้นต่ำ การแข่งขัน และบริบทการค้นหา Google ระบุว่าคุณภาพที่สูงกว่าช่วยให้ได้ตำแหน่งดีกว่าในราคาถูกกว่าได้ แต่ไม่มีใครการันตีอันดับหรือ CPC ได้ รวมถึงเราด้วย ดูแนวทางไล่แคมเปญให้ตรงกับหน้าที่บริการดูแล Google Ads

ถ้าคะแนนประสบการณ์หน้า Landing Page ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ให้แก้อะไรก่อน

ลำดับที่คุ้มที่สุดคือแก้ message match ก่อนเสมอ นั่นคือ คีย์เวิร์ด ข้อความโฆษณา และพาดหัวบนหน้า ต้องเป็นคำเดียวกัน ตัวอย่างที่ Google ยกไว้คือแอดบอกว่าลด 20% หน้าปลายทางก็ต้องซื้อของชิ้นนั้นในราคานั้นได้จริง ถัดมาคือความเร็วบนมือถือ แล้วจึงเพิ่มเนื้อหาที่เจาะจงกับคีย์เวิร์ดชุดนั้น และปิดท้ายด้วยหลักฐานความน่าเชื่อถือ ถ้าคีย์เวิร์ดกลุ่มเดียวกันเจตนาต่างกันมาก ให้แยก ad group ตามวิธีหาคีย์เวิร์ด

ทำไมโฆษณาไม่อนุมัติทั้งที่หน้าเว็บเปิดได้ปกติ?

ส่วนใหญ่เกิดจากนโยบายหน้าปลายทาง ไม่ใช่ตัวข้อความโฆษณา หน้าที่คุณเปิดได้จากคอมตัวเองอาจล้มเมื่อ AdsBot ของ Google เข้ามาคลาน หรือเมื่อเปิดจากไอพีต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นความผิดคนละข้อกัน

นโยบาย Destination requirements ระบุกรณีที่ถูกปฏิเสธไว้ชัด ทั้งปลายทางที่คืนค่า HTTP error ให้ AdsBot, ปลายทางที่คลานไม่ได้หรือเข้าไม่ได้จากประเทศที่ยิงแอด, URL ที่แสดงกับ URL จริงคนละโดเมน และหน้าที่มีเนื้อหาต้นฉบับไม่เพียงพอ อีกจุดที่ควรรู้คือ AdsBot ไม่เดินตามกฎ User-agent แบบรวมใน robots.txt ต้องระบุ AdsBot-Google แยกถึงจะบล็อกได้

สิ่งที่เห็นในบัญชีสาเหตุที่พบบ่อยสิ่งที่ต้องแก้ที่หน้าเว็บ
ปลายทางใช้งานไม่ได้URL พิมพ์ผิด หน้า 404 เซิร์ฟเวอร์ล่ม หน้ายังทำไม่เสร็จแก้ URL ให้ตรง เอา coming soon ออก เช็คสถานะเซิร์ฟเวอร์
เข้าถึงปลายทางไม่ได้บล็อก AdsBot-Google ใน robots.txt หรือไฟร์วอลล์ปิดไอพีต่างประเทศปลดบล็อก AdsBot และเปิดให้เข้าถึงจากประเทศที่ยิงแอด
ปลายทางไม่ตรงกันDisplay URL คนละโดเมนกับหน้าจริง หรือ redirect ข้ามโดเมนให้โดเมนที่แสดงตรงกับ final URL เลิก redirect ข้ามโดเมน
ประสบการณ์หน้า Landing Page ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเนื้อหาไม่ตรงคีย์เวิร์ด ลิงก์รกเกินไป หน้าช้าบนมือถือปรับพาดหัวให้ตรงคำค้น ตัดลิงก์ที่ไม่จำเป็น เร่งความเร็ว
คนคลิกเยอะแต่ไม่มีใครติดต่อCTA ไม่ชัด ฟอร์มยาว ปุ่มโทรกดไม่ติดบนมือถือเหลือ CTA เดียว ทดสอบส่งฟอร์มจริง เช็คปุ่มโทรบนเครื่องจริง
โฆษณาถูกปฏิเสธเรื่องการนำเสนอที่บิดเบือนโปรที่โฆษณาไม่มีบนหน้า หรือปกปิดค่าใช้จ่ายจริงใส่ข้อเสนอที่โฆษณาไว้บนหน้าให้หาเจอง่าย และแจ้งค่าใช้จ่ายชัด

หน้าเก็บ lead ในไทยต้องมีอะไรตาม PDPA

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 บังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มิ.ย. 2565 มาตรา 23 กำหนดให้แจ้งเจ้าของข้อมูลก่อนหรือขณะเก็บว่าเก็บอะไร เพื่ออะไร นานแค่ไหน อาจเปิดเผยให้ใคร และมีสิทธิอะไร ส่วนมาตรา 19 กำหนดว่าความยินยอมต้องขอโดยชัดแจ้ง แยกจากข้อความอื่น และถอนได้ตลอดเวลา ช่องติ๊กที่ติ๊กมาให้ล่วงหน้าไม่ถือเป็นความยินยอม โทษปรับทางปกครองสูงสุด 5,000,000 บาท

ฝั่ง Google ไม่มีเอกสารบังคับว่าทุกหน้าปลายทางต้องมีนโยบายความเป็นส่วนตัว แต่ถ้าใช้ remarketing Google บังคับให้นโยบายระบุวิธีใช้ข้อมูลเพื่อโฆษณาออนไลน์ การใช้คุกกี้ และช่องทางปฏิเสธ

Landing Page ต้องโหลดเร็วแค่ไหน และวัดยังไง?

เกณฑ์ที่วัดได้จริงคือ Core Web Vitals ได้แก่ LCP ไม่เกิน 2.5 วินาที, INP ไม่เกิน 200 มิลลิวินาที และ CLS ไม่เกิน 0.1 โดยดูที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ของการโหลดหน้า และแยกมือถือกับเดสก์ท็อป

ต้องพูดให้ตรงว่าไม่มีเอกสารของ Google Ads ที่ระบุว่า LCP/INP/CLS เป็นตัวป้อนเข้า Landing page experience หรือ Quality Score โดยตรง Core Web Vitals ถูกยืนยันว่าเป็นสัญญาณฝั่ง Google Search ความเชื่อมโยงกับแอดเป็นทางอ้อม คือหน้าช้าทำให้คนออกก่อนเห็นข้อเสนอ conversion จึงต่ำ และเมื่อคะแนนหน้าปลายทางต่ำ Google ก็แนะนำให้แก้ความเร็วเป็นหนึ่งในทางออก

ตัวการที่ทำให้เว็บไทยช้าที่สุดคือรูปไม่ย่อและไม่ได้แปลงเป็น WebP, สไลด์แบนเนอร์หน้าแรก, ปลั๊กอินเกินจำเป็น และสคริปต์แชทกับพิกเซลหลายตัวซ้อนกัน วัดฟรีได้ด้วย PageSpeed Insights อ่านวิธีอ่านค่าแต่ละตัวที่Core Web Vitals คืออะไร

ทำ Landing Page แล้ววัดผลยังไงถึงจะรู้ว่าคุ้มงบ?

ถ้าไม่ติด Conversion Tracking เท่ากับยิงแอดโดยไม่มีข้อมูลย้อนกลับ และ Google ระบุชัดว่าต้องเปิด conversion tracking ก่อนถึงจะใช้ Smart Bidding อย่าง Target CPA หรือ Maximize conversions ได้ เพราะอัลกอริทึมปรับราคาบิดจากข้อมูล conversion ที่ได้รับ ข้อมูลผิดเมื่อไหร่ระบบก็ปรับผิดทิศทันที

Google Ads วัด conversion ได้ 4 ประเภทคือบนเว็บ ในแอป การโทร และออฟไลน์ในร้าน ตั้งค่าผ่าน Google tag หรือดึงจาก GA4 ธุรกิจไทยที่รับ lead ควรตั้งอย่างน้อยการส่งฟอร์ม การกดปุ่มโทร และการกดปุ่ม LINE แต่การกดปุ่ม LINE นับได้แค่ว่ามีคนกด ไม่ได้แปลว่ามีคนทักจริง ถ้าไม่ตามต่อว่าใครปิดงานได้ ตัวเลขนั้นจะกลายเป็น conversion ปลอมที่หลอกทั้งคุณและระบบบิด ตัวชี้วัดที่ควรดูจริงคือต้นทุนต่อ conversion เทียบกำไรต่อลูกค้าหนึ่งราย ไม่ใช่ CTR

จะทดสอบหน้ายังไงไม่ให้เข้าข่าย cloaking

Cloaking ในนิยามของ Google Ads คือการแสดงเนื้อหาต่างกันให้คนละคนหรือให้ระบบตรวจของ Google เพื่อซ่อนสิ่งที่ผิดกฎ ถือเป็นการละเมิดร้ายแรงถึงขั้นระงับบัญชี ส่วน A/B test ตามปกติไม่ผิด Google Search Central แนะนำให้ใช้ rel=canonical ชี้กลับหน้าต้นฉบับ และ redirect ชั่วคราว 302 ระหว่างเทส วิธีที่ปลอดภัยที่สุดเชิงนโยบายคือใช้ ad variations ในตัว Google Ads ที่เปลี่ยน final URL ให้เอง ส่วน Google Optimize ปิดตัวไปตั้งแต่ 30 ก.ย. 2023 แล้ว ดูความต่างสองช่องทางที่SEO กับ SEM ต่างกันยังไง

คำถามที่พบบ่อย

01Landing Page กับหน้าแรกเว็บไซต์ต่างกันยังไง ยิงแอดเข้าหน้าแรกได้ไหม+

ต่างกันที่เป้าหมาย Landing Page มีเป้าหมายเดียวและตัดสิ่งรบกวนออก ส่วนหน้าแรกเป็นหน้ารวมที่พูดทุกเรื่อง ยิงแอดเข้าหน้าแรกทำได้แต่มักได้ผลด้อยกว่าเพราะไม่ตอบคำที่คนค้นโดยตรง ยกเว้นแคมเปญที่คนค้นชื่อแบรนด์ของคุณตรงๆ ซึ่งหน้าแรกเหมาะกว่า

02ยิง Google Ads ไปที่เพจ Facebook หรือ LINE OA ได้ไหม+

ทำได้ในทางเทคนิคแต่เสียเปรียบมาก เพราะคุณควบคุมหน้าไม่ได้ ติดโค้ดวัด conversion และเก็บผู้ชมไว้ทำ remarketing ไม่ได้ อีกทั้งหน้าโซเชียลมีลิงก์ออกจำนวนมาก ซึ่งจำนวนลิงก์บนหน้าเป็นสิ่งที่ Google ระบุว่าใช้ประเมินคุณภาพหน้าปลายทาง

03ทำ Landing Page ต้องมีเว็บไซต์ก่อนไหม ต้องซื้อเครื่องมือทำ LP หรือเปล่า+

ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องมือแยก ทำเป็นหนึ่งหน้าในเว็บตัวเองได้เลย Google เองแนะนำว่าโครงสร้างเว็บที่มีอยู่คือจุดตั้งต้นที่ดี โดยให้แต่ละ ad group แทนหนึ่งหน้าหรือหนึ่งหมวดบนเว็บ ข้อดีคือหน้านั้นมีโอกาสติดผลค้นหาแบบธรรมชาติไปด้วย

04โฆษณาไม่อนุมัติเพราะปลายทางใช้งานไม่ได้ ทั้งที่หน้าเว็บเปิดได้ปกติ แก้ยังไง+

ไล่เช็คตามลำดับ คือ URL และ redirect ว่าถูกต้องและไม่ข้ามโดเมน, robots.txt ว่าบล็อก AdsBot-Google หรือไม่, ไฟร์วอลล์ว่าปิดไอพีจากประเทศที่ยิงแอดหรือเปล่า, หน้าที่เด้งผิดเฉพาะบนมือถือ และป๊อปอัปที่คลุมจนใช้งานไม่ได้ แก้แล้วจึงส่งอุทธรณ์

05Quality Score เท่ากับ 10 แล้วจะได้อันดับหนึ่งเลยไหม+

ไม่ใช่ Google ระบุเองว่า Quality Score ไม่ได้เป็นตัวป้อนเข้าการประมูล และไม่ควรถูกใช้เป็นตัวชี้วัดผลงาน มันคือเครื่องมือวินิจฉัย ตำแหน่งโฆษณามาจาก Ad Rank ที่คำนวณจากราคาบิด คุณภาพโฆษณา เกณฑ์ขั้นต่ำ การแข่งขัน และบริบทการค้นหารวมกัน

06หน้า Landing Page ต้องมีนโยบายความเป็นส่วนตัวไหม+

ถ้าหน้ามีฟอร์มเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ควรมีทุกกรณี เพราะ PDPA มาตรา 23 กำหนดให้แจ้งวัตถุประสงค์ ระยะเวลาเก็บ ผู้รับข้อมูล และสิทธิของเจ้าของข้อมูลก่อนหรือขณะเก็บ และถ้าใช้ remarketing Google บังคับให้นโยบายระบุเรื่องคุกกี้และช่องทางปฏิเสธด้วย

ส่งเว็บไซต์ให้ SEONo1 ประเมิน