SEO TOOLS BY SEONO1

SEO Checker ฟรี เช็ค On-page SEO, AEO, GEO และ FAQ

กรอก URL แล้วเช็คความพร้อมของหน้าเว็บ ทั้ง Title pixel, Description pixel, Canonical, Heading outline, ALT, robots.txt, sitemap และสัญญาณสำหรับ AI Search

On-page SEO คืออะไร ทำไมต้องเช็คก่อนทำอันดับ Google

On-page SEO คือการจัดองค์ประกอบภายในหน้าเว็บให้ทั้งคนและ Google เข้าใจได้ง่ายที่สุด ตั้งแต่ Title, Meta Description, โครงสร้าง Heading, รูปภาพ ไปจนถึงไฟล์ที่บอกทางบอทอย่าง robots.txt และ sitemap เป้าหมายคือทำให้หน้าเว็บ ถูกเก็บเข้า index ได้ ตรงกับสิ่งที่คนค้นหา และแสดงผลบนหน้าค้นหาได้สวยจนคนอยากคลิก

ก่อนจะลงทุนทำ Content จำนวนมากหรือซื้อ Backlink ควรเช็ค on-page ให้ผ่านก่อนเสมอ เพราะถ้าโครงสร้างพื้นฐานพลาด เช่น Title ซ้ำ ไม่มี H1 หรือหน้าโดน noindex อยู่ งบที่ลงไปกับส่วนอื่นก็แทบไม่ส่งผล เครื่องมือนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมความพร้อมของหน้าเว็บแบบเร็ว ๆ ก่อนวางแผนงานจริง หากต้องการตรวจเชิงลึกทั้งเว็บ ดูบริการ SEO Audit ที่ไล่ตั้งแต่ Crawl, Index, Redirect ไปจนถึง Content Gap ได้

เครื่องมือ SEO Checker นี้ตรวจอะไรบ้าง

ระบบดึง HTML ของหน้าเว็บมาวิเคราะห์องค์ประกอบ on-page ที่สำคัญต่ออันดับ แล้วให้สถานะเป็น ผ่าน (เขียว) ควรปรับ (ส้ม) และไม่ผ่าน (แดง) ในแต่ละหัวข้อ พร้อมสรุปเป็น SEO Score รวม ต่อไปนี้คือสิ่งที่ตรวจและเหตุผลว่าทำไมแต่ละอย่างถึงสำคัญ

Title Tag — วัดความกว้างเป็น pixel ไม่ใช่แค่จำนวนตัวอักษร

Title คือปัจจัย on-page ที่มีน้ำหนักสูงที่สุดตัวหนึ่ง และเป็นข้อความแรกที่คนเห็นบนผลค้นหา Google ตัด Title ตามความกว้างเป็น pixel (ประมาณ 580px บนเดสก์ท็อป) ไม่ใช่จำนวนตัวอักษร ภาษาไทยกับอังกฤษจึงกินพื้นที่ไม่เท่ากัน เครื่องมือนี้จึงวัดเป็น pixel เพื่อบอกว่า Title ยาวเกินจนโดนตัด หรือยังเหลือที่ให้ใส่คีย์เวิร์ดหลักและจุดขายได้อีก

Meta Description — ข้อความดึงคลิกใต้ชื่อบน SERP

Meta Description ไม่ได้เป็นปัจจัยจัดอันดับโดยตรง แต่มีผลกับ อัตราการคลิก (CTR) อย่างชัดเจน เครื่องมือวัดความกว้างทั้งเดสก์ท็อปและมือถือ เพื่อให้เขียนได้พอดีกรอบ ไม่ถูกตัดกลางประโยค และมีคีย์เวิร์ดกับเหตุผลให้คนเลือกคลิกเว็บเราแทนคู่แข่ง อ่านหลักการจัดองค์ประกอบ on-page เพิ่มได้ในคู่มือ Technical SEO Checklist

โครงสร้าง Heading H1–H6 และ Outline

หนึ่งหน้าควรมี H1 เพียงอันเดียว แล้วไล่ลำดับ H2, H3 ให้เป็นชั้น ๆ เหมือนสารบัญ เพื่อให้ Google และ AI Search เข้าใจว่าหัวข้อหลักคืออะไรและมีหัวข้อย่อยอะไรบ้าง เครื่องมือแสดง outline แบบต้นไม้ให้เห็นทั้งโครง ถ้าเจอ H1 หลายอัน ข้าม H2 ไป H4 หรือไม่มีหัวข้อย่อยเลย ก็จะเห็นทันทีว่าควรจัดใหม่ตรงไหน

Canonical และ Indexability — กัน Duplicate และให้ Google เก็บหน้า

Canonical บอก Google ว่า URL ไหนคือฉบับหลัก ช่วยกันปัญหา Duplicate Content ส่วน Indexability ตรวจ meta robots ว่าหน้านี้ตั้ง noindex ไว้หรือไม่ เพราะถ้าหน้าสำคัญเผลอโดน noindex ค้างไว้ ต่อให้ทำ SEO ดีแค่ไหนก็จะไม่ขึ้นอันดับเลย

Image ALT — ทำ SEO รูปภาพและรองรับการเข้าถึง

ข้อความ ALT ช่วยให้ Google เข้าใจว่ารูปคืออะไร มีโอกาสติด Google Images และยังช่วยผู้ใช้ที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอ เครื่องมือจะนับว่ามีรูปกี่รูป ใส่ ALT ครบกี่เปอร์เซ็นต์ และไล่รายการรูปที่ยังไม่มี ALT ให้แก้ได้ตรงจุด

robots.txt, sitemap.xml และ llms.txt — บอกทางให้บอทเข้าถึงถูก

robots.txt กำหนดว่าบอทเข้าส่วนไหนได้บ้าง sitemap.xml รวมรายการ URL ให้ Google เก็บครบ ส่วน llms.txt เป็นไฟล์มาตรฐานใหม่สำหรับยุค AI Search ที่บอก AI crawler ว่าเนื้อหาสำคัญอยู่ตรงไหน ทั้งสามไฟล์นี้ช่วยให้เครื่องมือค้นหาทั้งแบบเดิมและแบบ AI เข้าใจเว็บได้เร็วและตรงขึ้น

AEO และ GEO — เช็คความพร้อมสำหรับยุค AI Search

ทุกวันนี้คนไม่ได้ค้นหาแค่บน Google แบบเดิม แต่ถามผ่าน AI Overview, ChatGPT และ Gemini มากขึ้น เครื่องมือจึงเพิ่มการประเมินสองมิติที่หลาย tool ยังไม่มี

AEO (Answer Engine Optimization)

AEO คือการทำให้หน้าเว็บ ตอบคำถามได้ตรงและกระชับ ระบบดูว่ามีหัวข้อที่เป็นคำถาม มีย่อหน้าสรุปคำตอบสั้น ๆ และมีส่วน FAQ หรือ FAQ schema ไหม ซึ่งเป็นสิ่งที่ answer engine ชอบดึงไปแสดงเป็นคำตอบ

GEO (Generative Engine Optimization)

GEO เน้นให้ AI ที่สร้างคำตอบเข้าใจ entity, แบรนด์ และบริบท ของเว็บ ระบบจึงมองหาสัญญาณอย่าง schema ผู้เขียน/ผู้เผยแพร่ ชื่อแบรนด์และบริการ โครงสร้างหัวข้อที่ครอบคลุม และปริมาณเนื้อหาที่มากพอให้ AI อ้างอิงได้อย่างมั่นใจ

อ่านค่า SEO Score แล้วเอาไปแก้ต่อยังไง

คะแนนรวมสรุปจากสถานะของทุกหัวข้อ ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการจัดลำดับงาน ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้ายว่าเว็บจะติดอันดับหรือไม่

คะแนนแต่ละช่วงหมายความว่าอะไร

  • 80–100: โครงสร้าง on-page แข็งแรง เหลือเก็บรายละเอียดเล็กน้อย พร้อมโฟกัส Content และ Backlink ต่อ
  • 60–79: พื้นฐานพอใช้ แต่มีหลายจุดสีส้มที่ควรปรับให้ครบก่อนดันอันดับ
  • ต่ำกว่า 60: มีจุดพื้นฐานที่พลาด ควรแก้หัวข้อสีแดงก่อนเป็นอันดับแรก

ลำดับการแก้ที่แนะนำ

เริ่มจากจุดที่กระทบการถูกจัดอันดับมากที่สุดก่อน แล้วค่อยไล่ลงไปทีละชั้น

  1. แก้ Indexability และ Canonical ให้ Google เก็บหน้าได้ถูกต้อง
  2. จัด Title และ Meta Description ให้อยู่ในกรอบ pixel และมีคีย์เวิร์ด
  3. จัดโครงสร้าง Heading ให้มี H1 อันเดียวและไล่ H2, H3 เป็นชั้น
  4. เติม ALT รูป และตรวจ robots.txt, sitemap, llms.txt ให้ครบ
  5. เพิ่มสัญญาณ AEO และ GEO เช่น FAQ และ schema เพื่อรองรับ AI Search

ถ้าหน้าเว็บโหลดช้าร่วมด้วย ให้ดู Core Web Vitals ประกอบ และถ้าอยากได้แผนแก้ทั้งเว็บแบบจัดลำดับความสำคัญ ทีม รับทำ SEO ของ SEONo1 ช่วยวางให้ได้ตั้งแต่ต้น

ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนใช้ผลลัพธ์

เครื่องมือนี้อ่าน HTML ดิบ ที่ระบบดึงได้ ไม่ได้ render JavaScript เหมือน extension ในเบราว์เซอร์ หากเว็บพึ่ง JS หนักในการแสดงเนื้อหา ค่าบางอย่างอาจต่างจากที่ผู้ใช้เห็นจริง และการวัด pixel เป็นการประมาณจากฟอนต์มาตรฐาน จึงควรใช้ผลเป็นแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่แทน SEO audit เต็มรูปแบบที่ดู keyword, search intent, คู่แข่ง และ Core Web Vitals ประกอบ หากต้องการตรวจจริงจังทั้งเว็บ ส่งเว็บให้เราประเมินฟรี ได้เลย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SEO Checker

SEO Checker นี้ตรวจอะไรได้บ้าง

ตรวจ Title, Meta Description (แบบ pixel), Canonical, Heading H1-H6, Image ALT, robots.txt, sitemap.xml, llms.txt, indexability, ภาษา, encoding, favicon, analytics รวมถึงสัญญาณ AEO, GEO และ FAQ แล้วสรุปเป็นคะแนน SEO Score เต็ม 100

ทำไม Title และ Description ต้องดูเป็น pixel

เพราะผลการค้นหาของ Google แสดงตามความกว้างของข้อความ ไม่ได้ตัดตามจำนวนตัวอักษรอย่างเดียว ภาษาไทยและอังกฤษกว้างไม่เท่ากัน การดูเป็น pixel จึงช่วยประเมินได้แม่นขึ้นว่า Title หรือ Description มีโอกาสถูกตัดบน SERP หรือไม่

AEO และ GEO สำคัญกับ SEO ยังไง

AEO ช่วยให้หน้าเว็บตอบคำถามได้ชัด เหมาะกับ answer engine และ AI Overview ส่วน GEO ช่วยให้เนื้อหามี entity, schema และบริบทที่ Generative Search อย่าง ChatGPT, Gemini หรือ AI Overview ดึงไปอ้างอิงได้ง่ายขึ้น

llms.txt คืออะไร ทำไมเครื่องมือถึงเช็คให้

llms.txt คือไฟล์มาตรฐานใหม่ที่วางไว้ที่ราก (root) ของเว็บ เพื่อบอก AI crawler ว่าเนื้อหาสำคัญของเว็บอยู่ตรงไหน ช่วยให้ AI Search เข้าใจและอ้างอิงเว็บได้ตรงขึ้น เครื่องมือจึงเพิ่มการเช็คให้เพราะยุค AI Search ควรมีไฟล์นี้

เครื่องมือนี้ตรวจแบบไหน ต่างจาก extension ยังไง

เครื่องมือนี้ดึง HTML ดิบจากฝั่งเซิร์ฟเวอร์แล้ววิเคราะห์ ไม่ได้ render JavaScript เหมือน extension ในเบราว์เซอร์ จึงเหมาะกับการดูโครงสร้าง on-page พื้นฐานที่ Google มองเห็นตั้งแต่ต้น หากเว็บพึ่ง JS หนักในการแสดงเนื้อหา ควรตรวจซ้ำด้วยเครื่องมือฝั่ง render ประกอบ

คะแนน SEO Score ใช้แทนการ audit เต็มรูปแบบได้ไหม

ใช้เป็นตัวประเมินเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรใช้แทน SEO audit เต็มรูปแบบ เพราะการทำอันดับยังต้องดู keyword, search intent, content quality, Core Web Vitals, backlink, UX และคู่แข่งประกอบด้วย

START WITH THE RIGHT PROBLEM

เช็คแล้วเจอจุดที่ต้องแก้เยอะ?

บอกเป้าหมาย งบประมาณ และปัญหาที่เจอ ทีมจะช่วยแยกว่าควรเริ่มจาก SEO, Backlink, Technical Audit หรือ Google Ads

โทรหาเราLINE @SeoNo1