วิเคราะห์คู่แข่ง SEO คือการเก็บข้อมูลว่าเว็บที่ติดอันดับในคีย์เวิร์ดเป้าหมายของเราทำอะไรไว้แล้วบ้าง ทั้งคีย์เวิร์ดที่ติด โครงเนื้อหา ลิงก์ที่ได้มา สภาพเชิงเทคนิค และรายละเอียด on-page แล้วนำมาเทียบกับเว็บเราเพื่อหาว่าช่องว่างอยู่ตรงไหน ควรทำสิ่งใดก่อนหลัง งานนี้ควรทำก่อนวางแผน SEO ทุกครั้ง เพราะมันเปลี่ยนการวางแผนจากการเดาเป็นการตัดสินใจบนข้อมูลของหน้าผลค้นหาจริง
สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าการวิเคราะห์คู่แข่งเท่ากับการเลียนแบบเว็บที่อันดับดีกว่า ซึ่งเป็นวิธีที่เสียเวลาที่สุด วิเคราะห์คู่แข่งคือการหาช่องว่างที่เรายังได้เปรียบ ไม่ใช่การลอกคู่แข่ง เพราะการทำเหมือนเว็บที่อยู่มาก่อนหลายปีแทบไม่มีเหตุผลให้ Google ต้องจัดอันดับเราแทนเขา บทความนี้จะไล่ให้ครบว่าต้องดูอะไรบ้าง ใช้เครื่องมือแบบไหน แล้วเอาผลที่ได้ไปแปลงเป็นแผนงานที่ทำได้จริงอย่างไร
วิเคราะห์คู่แข่ง SEO คืออะไร ทำไมต้องทำก่อนวางแผน
วิเคราะห์คู่แข่ง SEO คือการถอดว่าเว็บที่ติดอันดับในคีย์เวิร์ดที่เราต้องการทำอะไรไว้แล้ว แล้วเทียบกับเว็บเราเพื่อหาช่องว่าง เหตุผลที่ต้องทำก่อนวางแผนคือหน้าผลค้นหาบอกมาตรฐานของตลาดนั้นให้เราฟรี ๆ อยู่แล้ว ว่าคอนเทนต์ระดับไหนถึงจะแข่งได้ ต้องมีลิงก์ประมาณเท่าไร และคนค้นต้องการหน้าแบบไหนจริง ๆ
ถ้าไม่ทำขั้นนี้ แผน SEO จะเกิดจากความรู้สึกของคนในทีมเป็นหลัก เช่น คิดว่าควรเขียนบทความเดือนละ 8 ชิ้น หรือคิดว่าต้องซื้อลิงก์เพิ่ม โดยไม่รู้ว่าคีย์เวิร์ดที่จะไปแข่งนั้นเว็บที่ติดอยู่มีอายุโดเมนนานกว่าเราหลายปีและมีเนื้อหาครอบคลุมเรื่องนั้นเป็นสิบหน้าแล้ว ผลคือทำงานเยอะแต่ไม่ขยับ เพราะเลือกสนามผิดตั้งแต่ต้น การวิเคราะห์ ก่อน ลงมือช่วยตัดสนามที่ยังไม่ควรลงในรอบนี้ออกไป
ขอบเขตของงานนี้ไม่ใหญ่เท่าที่คิด รอบแรกของเว็บขนาดกลางใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 วันทำงานก็ได้ภาพพอตัดสินใจ สิ่งที่ต้องได้ตอนจบคือรายการงานที่เรียงลำดับแล้วว่าอะไรทำก่อน ไม่ใช่ไฟล์ข้อมูลกองโตที่ไม่มีใครกลับมาเปิด ถ้าอยากเห็นภาพว่าแผนที่ออกมาจากข้อมูลจริงต่างจากแผนที่เดาอย่างไร ดูได้จากขอบเขตงานในบริการรับทำ SEOว่ามีขั้นวิเคราะห์อะไรอยู่ก่อนเริ่มลงมือ
- รู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนยังมีช่องให้แทรก และคีย์เวิร์ดไหนควรพักไว้ก่อน
- รู้มาตรฐานความลึกของเนื้อหาในเรื่องนั้น ก่อนจะเสียเวลาเขียนสั้นเกินไป
- รู้ว่าลิงก์ของคู่แข่งมาจากแหล่งแบบไหน ทำให้เห็นว่าอะไรพอทำตามได้จริง
- รู้จุดอ่อนเชิงเทคนิคของทั้งสองฝ่าย ทำให้จัดลำดับงานแก้ได้ถูก
- ได้เหตุผลประกอบเวลาต้องขออนุมัติงบหรืออธิบายแผนให้ผู้บริหาร
ควรเริ่มวิเคราะห์คู่แข่ง SEO จากจุดไหนก่อน?
เริ่มจากการเปิดหน้าผลค้นหาของคีย์เวิร์ดหลัก 5 ถึง 10 คำที่ธุรกิจเราต้องการจริง แล้วจดว่าใครติด 10 อันดับแรกซ้ำบ่อยที่สุด นั่นคือรายชื่อคู่แข่ง SEO ตัวจริงของเรา ไม่ใช่รายชื่อที่นึกขึ้นได้จากในวงการ
จุดนี้สำคัญเพราะ คู่แข่ง SEO คือเว็บที่ติดอันดับในคีย์เวิร์ดที่เราอยากติด ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ หลายครั้งเว็บที่ยึดหน้าแรกคือบล็อกความรู้ เว็บข่าว หรือเว็บรวมบทความของบริษัทที่ขายของคนละอย่างกับเรา ถ้าเราตั้งต้นจากรายชื่อคู่แข่งทางธุรกิจแล้วไปไล่ดูแต่เว็บพวกนั้น เราจะพลาดเว็บที่แย่งพื้นที่จริงไปทั้งหมด
ขั้นต่อไปคือดูว่าหน้าที่ติดอันดับเป็นหน้าประเภทไหน หน้าบริการ บทความสอน หน้ารวมรายการ หรือหน้าเปรียบเทียบ ประเภทหน้าที่ Google เลือกมาแสดงคือสัญญาณ search intent ที่ชัดที่สุด ถ้าหน้าแรกเต็มไปด้วยบทความให้ความรู้แต่เราเตรียมทำหน้าขายอย่างเดียว โอกาสติดจะต่ำมากไม่ว่าจะทำ on-page ดีแค่ไหน และควรจดไว้ด้วยว่ามีองค์ประกอบพิเศษอะไรบนหน้าผลค้นหา เช่น กล่องคำถาม แผนที่ วิดีโอ หรือโฆษณาเต็มด้านบน เพราะมันเปลี่ยนปริมาณคลิกที่อันดับหนึ่งจะได้จริง
- ค้นคีย์เวิร์ดหลักในโหมดไม่ล็อกอิน และตั้งภูมิภาคให้ตรงกับกลุ่มลูกค้า
- จดโดเมนที่ติดซ้ำมากกว่า 2 คีย์เวิร์ด ให้เป็นคู่แข่งหลัก 3 ถึง 5 ราย
- จดประเภทหน้าที่ติด และความยาวโดยประมาณของเนื้อหานั้น
- จดองค์ประกอบพิเศษบน SERP ที่กินพื้นที่ เช่น กล่องคำถามหรือแผนที่
- แยกคีย์เวิร์ดออกเป็น 3 กลุ่ม คือแข่งได้เลย ต้องสะสมก่อน และยังไม่ควรลง
เช็กลิสต์สิ่งที่ต้องดูก่อนวางแผน SEO มีอะไรบ้าง
เช็กลิสต์ที่ใช้ได้จริงมี 6 ด้าน คือคีย์เวิร์ดและ keyword gap, โครงเนื้อหาและ content gap, backlink profile, technical SEO, on-page และ local SEO สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน ทั้ง 6 ด้านนี้ควรเก็บข้อมูลของคู่แข่งและของเราคู่กันไป ไม่ใช่เก็บแต่ของคู่แข่งอย่างเดียว
วิธีทำที่ประหยัดเวลาที่สุดคือทำเป็นตารางเดียว ให้แถวเป็นหัวข้อที่ตรวจ และคอลัมน์เป็นเว็บของเราบวกคู่แข่ง 3 ถึง 5 ราย แล้วเติมข้อมูลลงช่องทีละด้าน ตารางแบบนี้จะบังคับให้เราเทียบเป็นเรื่อง ๆ ไม่ใช่อ่านเว็บคู่แข่งแบบเพลิน ๆ แล้วจำไม่ได้ว่าใครทำอะไร
เวลาเติมข้อมูล ให้เขียนสิ่งที่เห็นเป็นข้อเท็จจริงก่อน แล้วค่อยแยกช่องความเห็นไว้ท้ายตาราง เพราะการรีบสรุปว่าอะไรคือสาเหตุของอันดับเป็นจุดที่ทำให้แผนเพี้ยนบ่อยที่สุด
คีย์เวิร์ดและ Keyword Gap ที่คู่แข่งติดแต่เรายังไม่ติด
สิ่งที่ต้องได้จากด้านนี้คือรายการคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งมีอันดับแต่เรายังไม่มี ซึ่งเรียกว่า keyword gap keyword gap เป็นจุดที่เห็นโอกาสได้ชัดที่สุดในบรรดาทั้ง 6 ด้าน เพราะมันบอกตรง ๆ ว่าตลาดกำลังค้นอะไรอยู่แล้วเราไม่มีหน้ารองรับ
ถ้าไม่มีเครื่องมือเสียเงิน ให้ไล่จากหน้าเนื้อหาของคู่แข่งเองก็ได้ เปิดดูรายการบทความหรือ sitemap ของเขา แล้วจดหัวข้อที่เราไม่มี จากนั้นจัดกลุ่มตามหัวเรื่อง ไม่ใช่ตามคำเดี่ยว ๆ เพราะสิ่งที่เราจะทำต่อคือสร้างหน้าใหม่หรือขยายหน้าเดิม ไม่ใช่ยัดคำเพิ่ม และควรเช็กด้วยว่าคำที่เจอทับกับหน้าที่เรามีอยู่แล้วหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดหน้าชนกันเองภายหลัง
โครงสร้างเนื้อหาและ Content Gap
ด้านนี้ดูสองชั้น ชั้นแรกคือระดับเว็บ ว่าคู่แข่งครอบคลุมหัวเรื่องไหนเป็นชุด มีหน้าหลักหน้ารองเชื่อมกันอย่างไร ชั้นที่สองคือระดับหน้า ว่าหน้าที่ติดอันดับตอบประเด็นย่อยอะไรบ้าง ใช้ตาราง ภาพ หรือขั้นตอนประกอบไหม
เวลาเทียบ อย่าดูแค่จำนวนคำ ให้ดูว่าเขาตอบคำถามที่คนค้นน่าจะมีครบกว่าเราตรงไหน เพราะหน้าที่ยาวกว่าแต่ตอบไม่ตรงก็แพ้หน้าที่สั้นกว่าแต่ตรงประเด็นได้ จุดที่มักเจอช่องว่างคือประเด็นเรื่องราคา ข้อจำกัด และวิธีเลือก ซึ่งคนค้นอยากรู้แต่เว็บส่วนใหญ่เลี่ยงไม่เขียน หากต้องเริ่มจากการหาชุดคีย์เวิร์ดตั้งต้นก่อน อ่านวิธีทำได้ที่บทความวิธีหาคีย์เวิร์ดแล้วค่อยกลับมาเทียบกับสิ่งที่คู่แข่งมี
Backlink Profile และแหล่งที่มาของลิงก์คู่แข่ง
สิ่งที่ต้องดูคือลิงก์ของคู่แข่งมาจากเว็บประเภทไหน ไม่ใช่มีกี่ลิงก์ ลิงก์จำนวนมากจากเว็บไดเรกทอรีคุณภาพต่ำกับลิงก์ไม่กี่ลิงก์จากสื่อในอุตสาหกรรมเดียวกันให้ผลไม่เท่ากัน และมีความหมายต่างกันมากตอนวางแผน
ให้แยกรายการที่เจอออกเป็นสามกอง กองแรกคือแหล่งที่เราทำตามได้เลย เช่น สมาคม พาร์ตเนอร์ ลูกค้า สื่อที่รับเรื่องจากธุรกิจแบบเรา กองที่สองคือแหล่งที่ต้องใช้เวลาสะสมชื่อเสียงก่อน กองที่สามคือแหล่งที่ไม่ควรตามเพราะเสี่ยง หลายเว็บที่อันดับดีมีลิงก์เก่าที่มาแบบที่เราทำซ้ำไม่ได้ ถ้าอยากเห็นแนวทางทำลิงก์ที่ตรวจที่มาได้ ดูวิธีทำงานในบริการ backlinkเทียบกับที่เจอในตารางได้
Technical SEO ความเร็ว Core Web Vitals และมือถือ
ด้านเทคนิคดูสามเรื่องหลัก คือความเร็วและ Core Web Vitals บนมือถือ ความสามารถให้ Google เก็บหน้าได้ครบ และโครงสร้าง URL กับลิงก์ภายในที่ส่งน้ำหนักถึงหน้าสำคัญ วัดได้ด้วยเครื่องมือทดสอบความเร็วสาธารณะซึ่งใช้กับเว็บคู่แข่งได้เหมือนกัน
ข้อควรระวังคือเทคนิคเป็นเงื่อนไขพื้นฐาน ไม่ใช่ตัวชนะ การทำให้เว็บเร็วกว่าคู่แข่งเล็กน้อยไม่ได้แปลว่าอันดับจะแซง แต่ถ้าเว็บเราช้ากว่ามากหรือมีหน้าที่เก็บไม่ได้ ปัญหานั้นจะกลืนงานคอนเทนต์ทั้งหมด จุดที่ควรเช็กฝั่งเราให้ครบก่อนคือหน้าที่ต้องการอันดับถูก index จริงไหม มีหน้าซ้ำซ้อนกันไหม และลิงก์ภายในพาไปถึงหน้าสำคัญในไม่กี่คลิกหรือไม่ ถ้าไม่มีเวลาไล่เอง ใช้ขอบเขตของบริการตรวจเว็บ SEO Auditเป็นเช็กลิสต์ตั้งต้นได้
On-page ตั้งแต่ title heading ไปจนถึง schema
ด้านนี้เก็บง่ายและให้ผลไว เปิดหน้าที่ติดอันดับของคู่แข่งแล้วจด title กับคำอธิบายที่เขาใช้ โครง heading ตั้งแต่ H1 ถึง H3 รูปแบบย่อหน้าแรกของแต่ละหัวข้อ และมี schema ชนิดใดติดอยู่ไหม เช่น FAQ, breadcrumb หรือ Article
สิ่งที่ควรมองหาคือรูปแบบที่ซ้ำกันในหลายเว็บที่ติดอันดับ เพราะนั่นมักสะท้อนสิ่งที่คนค้นต้องการ เช่น ทุกเว็บที่ติดมีตารางเทียบ หรือทุกเว็บตอบคำถามตรง ๆ ในสองประโยคแรก แต่อย่าลอกถ้อยคำหรือโครงมาทั้งก้อน เพราะสุดท้ายหน้าของเราต้องมีอะไรที่เขาไม่มี ไม่ใช่มีเท่ากัน
Local SEO และ Google Business Profile ถ้าคู่แข่งเป็นธุรกิจท้องถิ่น
ถ้าคีย์เวิร์ดของเรามีแผนที่ขึ้นบนหน้าผลค้นหา ต้องเพิ่มด้าน local เข้าไปด้วย สิ่งที่ดูคือข้อมูลโปรไฟล์ธุรกิจของคู่แข่งครบแค่ไหน หมวดหมู่ธุรกิจที่เขาเลือก จำนวนและความสม่ำเสมอของรีวิว รูปภาพที่อัปเดต และความตรงกันของชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ในทุกที่ที่ปรากฏ
ด้านนี้มักเป็นช่องว่างที่ได้เปรียบเร็วสำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้านจริง เพราะคู่แข่งหลายรายลงแรงกับเว็บแต่ทิ้งโปรไฟล์ธุรกิจไว้ไม่อัปเดต ให้จดไว้เป็นงานแยกในแผน อย่ารวมกับงานคอนเทนต์ เพราะคนทำและรอบการวัดผลคนละแบบ
เครื่องมือวิเคราะห์คู่แข่ง SEO แบบฟรีกับเสียเงินต่างกันอย่างไร?
ต่างกันที่ความเร็วและความกว้างของข้อมูล ไม่ใช่ความถูกต้อง เครื่องมือฟรีให้ข้อมูลที่แม่นที่สุดคือหน้าผลค้นหาจริงและข้อมูลเว็บเราเองจาก Google Search Console ส่วนเครื่องมือเสียเงินซื้อเวลา เพราะรวบคีย์เวิร์ดและลิงก์ของคู่แข่งหลายเว็บมาให้ในไม่กี่คลิก
ข้อที่ต้องเข้าใจก่อนซื้อคือ ตัวเลขปริมาณค้นหา ทราฟฟิกประมาณการ และคะแนนความยากจากเครื่องมือทุกตัวเป็นค่าประมาณ ไม่ใช่ข้อมูลจริงจากคู่แข่ง ค่าพวกนี้ใช้เทียบกันภายในเครื่องมือเดียวได้ แต่ไม่ควรเอาไปสัญญาผลลัพธ์กับใคร และไม่ควรตัดสินใจใหญ่จากตัวเลขเดียวโดยไม่เปิด SERP ดูเอง
ข้อแนะนำตามงบคือถ้าเพิ่งเริ่มและมีคีย์เวิร์ดไม่เกิน 10 ถึง 20 คำ ใช้ของฟรีบวกแรงคนคุ้มกว่า ถ้าต้องดูแลหลายเว็บหรือหลายร้อยคีย์เวิร์ด ค่าเครื่องมือจะถูกกว่าค่าเวลาที่เสียไปกับการไล่มือ
| ประเภทเครื่องมือ | ข้อมูลที่ได้ | ความแม่นยำ | ราคาโดยประมาณ | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|---|
| ค้น Google เองแล้วไล่ดู SERP | อันดับจริง หน้าที่ติด title โครง heading | สูงที่สุด เพราะเห็นของจริง | ฟรี | ทุกคน ควรทำเป็นขั้นแรกเสมอ |
| Google Search Console ของเว็บเราเอง | คีย์เวิร์ดที่เราติด impression คลิก CTR | สูง เพราะเป็นข้อมูลจาก Google | ฟรี | ใช้หาจุดอ่อนฝั่งเราเพื่อเทียบกับคู่แข่ง |
| Google Trends | ทิศทางความสนใจและฤดูกาลของคำ | ปานกลาง เป็นดัชนีเทียบ ไม่ใช่จำนวนครั้ง | ฟรี | วางจังหวะปล่อยคอนเทนต์ตามช่วงเวลา |
| เครื่องมือรุ่นฟรีหรือราคาประหยัด | คีย์เวิร์ดคู่แข่งแบบจำกัดจำนวนครั้งต่อวัน | ปานกลาง ข้อมูลไม่ครบทุกคำ | ฟรีถึงหลักร้อยบาทต่อเดือน | เว็บเล็ก งบจำกัด คีย์เวิร์ดไม่มาก |
| เครื่องมือระดับมืออาชีพ เช่น Ahrefs SEMrush SE Ranking | keyword gap backlink profile ประวัติอันดับ | ปานกลางถึงสูง แต่ยังเป็นค่าประมาณ | หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อเดือน | ดูแลหลายเว็บ คีย์เวิร์ดเยอะ ต้องการความเร็ว |
วิเคราะห์คู่แข่งเสร็จแล้ว เอาไปวางแผน SEO ต่อยังไง?
แปลงข้อมูลเป็นแผนด้วยสามขั้น คือจัดกลุ่มงานตามด้านที่พบช่องว่าง ให้คะแนนแต่ละงานด้วยผลที่คาดว่าจะได้เทียบกับแรงที่ต้องลง แล้วเรียงเป็นลำดับงานราย 30 60 และ 90 วัน สิ่งที่ต้องได้คือรายการงานที่มีเจ้าภาพและกำหนดเวลา ไม่ใช่ข้อสังเกตลอย ๆ
ตอนแปลงเป็นงานคอนเทนต์ ห้ามยกโครงเนื้อหาคู่แข่งมาทั้งก้อน ให้เอาประเด็นที่เขาตอบแล้วเป็นพื้น แล้วเพิ่มสิ่งที่เรามีแต่เขาไม่มี เช่น ตัวอย่างจากงานจริงของเรา ตัวเลขต้นทุนในบริบทไทย ขั้นตอนที่ละเอียดกว่า หรือข้อจำกัดที่คนอื่นไม่พูด นั่นคือเหตุผลเดียวที่หน้าใหม่ของเราควรได้พื้นที่แทนหน้าเดิมที่อยู่มาก่อน
ลำดับที่มักได้ผลก่อนคือแก้ของที่มีอยู่ก่อนสร้างของใหม่ เพราะหน้าที่เคยมี impression อยู่แล้วแต่ยังไม่ติดหน้าแรกมักขยับง่ายกว่าหน้าที่เริ่มจากศูนย์ หลังจากนั้นจึงเติมหน้าใหม่ตาม keyword gap และค่อยไปงานลิงก์ ส่วนการวัดผลให้ตั้งเป้าเป็นช่วง เช่น ตำแหน่งเฉลี่ยของคีย์เวิร์ดกลุ่มเป้าหมายและจำนวนคีย์เวิร์ดที่เข้าหน้าแรก โดยดูผลเป็นรายเดือน ไม่ใช่รายวัน เพราะอันดับแกว่งตามธรรมชาติ
- จัดงานที่พบเป็น 4 กอง คือคอนเทนต์ on-page เทคนิค และลิงก์
- ให้คะแนนผลที่คาดได้เทียบแรงที่ต้องลง แล้วทำกองที่คะแนนสูงก่อน
- เริ่มจากขยายและรวบหน้าที่มีอยู่ ก่อนสร้างหน้าใหม่ตาม keyword gap
- ตั้งตัวชี้วัดล่วงหน้าเป็นช่วงเวลา และบันทึกสถานะตั้งต้นไว้เทียบ
- ทบทวนแผนทุก 30 วัน และปรับลำดับตามผลจริง ไม่ใช่ยึดแผนแรกตลอดปี
ทำเองเทียบจ้างมืออาชีพวิเคราะห์คู่แข่ง SEO แบบไหนคุ้มกว่า?
ถ้าเว็บเล็กและคีย์เวิร์ดไม่เกิน 10 ถึง 20 คำ ทำเองคุ้มกว่า เพราะข้อมูลสำคัญอยู่บนหน้าผลค้นหาที่ใครก็เปิดดูได้ แต่ถ้าคีย์เวิร์ดเยอะ ตลาดแข่งสูง หรือไม่มีคนดูแลประจำ การจ้างจะคุ้มกว่าในแง่เวลาและความลึกของข้อมูล
ต้นทุนที่คนมักลืมคือเวลาเรียนรู้เครื่องมือและเวลาตีความ ข้อมูลชุดเดียวกันคนที่เคยเห็นหลายอุตสาหกรรมจะอ่านออกเร็วกว่า และความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของการทำเองรอบแรกคือสรุปเร็วเกินไปว่าคู่แข่งอันดับดีเพราะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วยกทั้งแผนไปทางนั้น ซึ่ง อาจ ไม่ใช่สาเหตุจริงเลย
ทางสายกลางที่ใช้ได้ดีคือจ้างทำรอบแรกให้ได้รายงานพร้อมเหตุผลและวิธีทำ แล้วให้ทีมเราทำรอบติดตามเองในรอบถัดไป วิธีนี้ได้ทั้งความเร็วและความรู้ที่อยู่กับทีม และควรขอให้ผู้รับงานอธิบายที่มาของทุกข้อสรุปให้ตรวจย้อนได้
ที่ SEONo1 เราเริ่มทุกงานจากการวิเคราะห์หน้าผลค้นหาจริงและตรวจเว็บลูกค้าก่อนเสนอแผน เพื่อให้ทุกข้อในแผนมีเหตุผลกำกับว่ามาจากข้อมูลอะไร ถ้าต้องการเทียบขอบเขตงานและงบก่อนตัดสินใจ ดูรายละเอียดได้ที่หน้าแพ็กเกจและขอบเขตงาน
| หัวข้อเทียบ | ทำเอง | จ้างมืออาชีพ |
|---|---|---|
| เวลาที่ใช้ | ประมาณ 10 ถึง 20 ชั่วโมงในรอบแรก บวกเวลาเรียนเครื่องมือ | ประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ได้รายงานพร้อมแผน ไม่กินเวลาทีมเรา |
| ต้นทุน | ค่าเครื่องมือบวกค่าเวลาของคนในทีม | ค่าบริการเป็นก้อน รวมเครื่องมือและคนที่ทำ |
| ความลึกของข้อมูล | เท่าที่เครื่องมือฟรีและเวลาที่มีจะไปถึง | เทียบหลายเว็บหลายด้านได้พร้อมกันด้วยเครื่องมือเต็มรุ่น |
| ความเสี่ยงตีความผิด | สูง มักสรุปว่าคู่แข่งทำอะไรก็ทำตาม | ต่ำกว่าเพราะเคยเห็นหลายตลาด แต่ต้องขอเหตุผลประกอบทุกข้อ |
| ผลลัพธ์ระยะยาว | ทีมเข้าใจตลาดเอง ทำซ้ำได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม | ได้แผนเร็ว ควรขอให้ถ่ายทอดวิธีให้ทีมทำรอบต่อไปเองได้ |
| เหมาะกับ | เว็บเล็ก คีย์เวิร์ดไม่เกิน 10 ถึง 20 คำ | คีย์เวิร์ดเยอะ แข่งสูง หรือไม่มีคนดูแลประจำ |
คำถามที่พบบ่อย
01วิเคราะห์คู่แข่ง SEO ต้องใช้เครื่องมือเสียเงินเสมอไปไหม+
ไม่จำเป็น รอบแรกใช้ของฟรีได้เกือบครบ โดยเปิด Google ค้นคีย์เวิร์ดเป้าหมายเองเพื่อดูว่าใครติดอันดับ เว็บนั้นใช้หน้าแบบไหน เขียน title กับคำอธิบายว่าอย่างไร โครง heading ครอบคลุมประเด็นอะไร แล้วใช้ Google Search Console ดูฝั่งเราเอง กับ Google Trends ดูจังหวะความสนใจ เครื่องมือเสียเงินจะคุ้มเมื่อคีย์เวิร์ดเยอะเกินกว่าจะไล่มือ หรือต้องดู backlink profile และ keyword gap หลายเว็บพร้อมกัน ซึ่งงานแบบนั้นถ้าทำมือจะกินเวลามากจนไม่คุ้มค่าแรง
02ควรเลือกวิเคราะห์คู่แข่งกี่เว็บถึงจะพอ+
3 ถึง 5 เว็บกำลังพอดีสำหรับรอบแรก เลือกจากเว็บที่ติดอันดับซ้ำในหลายคีย์เวิร์ดเป้าหมายของเรา ไม่ใช่เลือกจากชื่อแบรนด์ที่เราคิดว่าเป็นคู่แข่ง ควรคัดให้ได้ทั้งเว็บที่ใหญ่กว่าเรามาก เพื่อดูเพดานของตลาด และเว็บที่ขนาดใกล้เคียงเรา เพื่อดูว่าอะไรคือสิ่งที่ทำได้จริงในงบเท่าเรา ถ้าเลือกเกิน 7 ถึง 8 เว็บข้อมูลจะเยอะจนตัดสินใจไม่ได้ และส่วนใหญ่จะเจอรูปแบบซ้ำกันอยู่แล้ว
03คู่แข่งในมุม SEO ต่างจากคู่แข่งทางธุรกิจยังไง+
คู่แข่ง SEO คือเว็บที่แย่งพื้นที่อันดับในคีย์เวิร์ดเดียวกับเรา ซึ่งอาจไม่ได้ขายของเหมือนเราเลย เช่น ธุรกิจรับทำ SEO อาจต้องแข่งอันดับกับบล็อกความรู้ เว็บข่าวไอที เว็บรวมบทความของบริษัทซอฟต์แวร์ หรือเว็บถามตอบ ส่วนคู่แข่งทางธุรกิจบางรายอาจไม่ได้ทำ SEO เลยจึงไม่ปรากฏบน SERP การวางแผนต้องยึดจากหน้าผลค้นหาจริงเป็นหลัก เพราะเราแข่งกับสิ่งที่ Google เลือกมาแสดง ไม่ได้แข่งกับรายชื่อคู่แข่งในใจ
04วิเคราะห์คู่แข่งแล้วต้องตรวจเว็บตัวเองด้วยไหม+
ต้องตรวจ เพราะการรู้ว่าคู่แข่งทำอะไรไว้จะมีค่าเมื่อเทียบกับสถานะของเราเท่านั้น หลายครั้งจุดที่ทำให้อันดับไม่ขึ้นไม่ใช่เนื้อหาน้อยกว่าคู่แข่ง แต่เป็นปัญหาฝั่งเราเอง เช่น หน้าเนื้อหาชนกันเอง โครงสร้างลิงก์ภายในไม่ส่งน้ำหนักไปหน้าสำคัญ หน้าที่ต้องการอันดับยังไม่ถูก index หรือความเร็วหน้าแย่กว่าที่คิด การตรวจเว็บตัวเองควบคู่กันจะช่วยจัดลำดับว่าควรแก้ของเราก่อน หรือควรเพิ่มของใหม่ก่อน
05ควรวิเคราะห์คู่แข่งซ้ำบ่อยแค่ไหน+
รอบใหญ่ปีละ 1 ถึง 2 ครั้งสำหรับเว็บทั่วไป และทุก 3 เดือนถ้าอยู่ในตลาดที่แข่งสูงหรือมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาบ่อย ระหว่างนั้นควรมีการติดตามแบบเบา คือดูอันดับคีย์เวิร์ดหลักของเราเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน แล้วเปิด SERP ดูเฉพาะคีย์เวิร์ดที่อันดับขยับผิดปกติ วิธีนี้ประหยัดเวลามากกว่าการรื้อวิเคราะห์ทั้งชุดใหม่ และยังจับสัญญาณได้ทันเวลาเมื่อมีเว็บใหม่แทรกเข้ามาในหน้าแรก

