เจ้าของธุรกิจที่กำลังจะเริ่มยิงแอดเกือบทุกคนติดอยู่ที่จุดเดียวกัน คือเปิดบัญชี Google Ads ขึ้นมาแล้วเจอให้เลือกชนิดแคมเปญเต็มไปหมด ทั้ง Search, Performance Max, Shopping, Demand Gen, Video, App แล้วไม่รู้ว่าอันไหนคือของที่ธุรกิจตัวเองควรใช้ คำตอบสั้นๆ คือ ณ ปี 2026 Google Ads มีแคมเปญหลักที่ใช้งานได้จริง ประมาณ 6-7 ประเภท และแต่ละประเภทไม่ได้ดีกว่ากัน แต่ถูกออกแบบมาตอบเป้าหมายคนละแบบ ตัวที่เหมาะกับร้านขายของออนไลน์จึงไม่ใช่ตัวเดียวกับที่เหมาะกับคลินิกหรือโรงงานรับผลิต

บทความนี้ไล่ให้ครบสองส่วน ส่วนแรกคือแต่ละประเภททำงานอย่างไรและเหมาะกับใคร พร้อมตัวอย่างธุรกิจจริงประกอบ ส่วนที่สองคือเกณฑ์ตัดสินใจที่ใช้ได้จริงตอนต้องเลือก ทั้งเรื่องงบที่ควรมี ความพร้อมของรูปและวิดีโอ การมีหรือไม่มีฟีดสินค้า รวมถึงจุดที่มือใหม่มักเลือกผิดจนเสียงบไปเปล่าๆ และการเปลี่ยนแปลงของ Google ในปี 2026 ที่ทำให้คู่มือเก่าหลายฉบับใช้ไม่ได้แล้ว

Google Ads มีกี่ประเภท ตอบตรงๆ ก่อนลงรายละเอียด

ปี 2026 Google Ads มีแคมเปญหลักที่ยังเปิดใช้งานได้จริงราว 6-7 ประเภท ได้แก่ Search, Performance Max, Shopping, Demand Gen, Display, Video และ App โดยบางแหล่งนับเลเยอร์ใหม่อย่าง AI Max for Search แยกออกมาอีกตัว หรือยังนับ Local Campaign รวมอยู่ด้วยทั้งที่ถูกยุบเข้า Performance Max ไปตั้งแต่ปี 2022 แล้ว ทำให้ตัวเลขที่เห็นตามเว็บต่างๆ ไม่ตรงกันเป๊ะ

เหตุผลที่ตัวเลขไม่นิ่งไม่ใช่เพราะใครนับผิด แต่เพราะ Google ทยอยยุบรวมแคมเปญเข้าหากันตลอดหลายปีที่ผ่านมา Discovery Ads ถูกอัปเกรดเป็น Demand Gen ไปตั้งแต่มีนาคม 2024 ส่วน Video Action Campaigns ปิดการสร้างใหม่ตั้งแต่เมษายน 2025 และอัปเกรดชุดสุดท้ายเข้า Demand Gen เสร็จสิ้นเมษายน 2026 คู่มือที่เขียนไว้เมื่อสองปีก่อนจึงอาจพูดถึงแคมเปญที่วันนี้กดสร้างไม่ได้แล้ว

ก่อนลงรายละเอียดทีละตัว นี่คือภาพรวมสั้นๆ ว่าแต่ละประเภทเกิดมาเพื่อตอบอะไร

  • Search — ดักคนที่กำลังพิมพ์ค้นหาสินค้าหรือบริการอยู่ตอนนี้
  • Performance Max — ให้ระบบของ Google กระจายงบข้ามทุกช่องทางในแคมเปญเดียว รวมถึงเป้าหมายพาคนเข้าหน้าร้านจริง
  • Shopping — โชว์รูปสินค้าและราคาจากฟีดใน Merchant Center
  • Demand Gen — สร้างความต้องการผ่าน YouTube, Discover และ Gmail ด้วยภาพและวิดีโอ
  • Display — แบนเนอร์บนเว็บพันธมิตรของ Google เน้นการเห็นซ้ำและรีมาร์เก็ตติ้ง
  • Video — โฆษณาบน YouTube ทั้งแบบสร้างการจดจำและแบบดันคอนเวอร์ชัน
  • App — โปรโมตแอปมือถือข้ามช่องทาง เน้นยอดติดตั้งหรือการใช้งานในแอป

แคมเปญแต่ละประเภททำงานยังไง เหมาะกับธุรกิจแบบไหน

สรุปก่อนว่าความต่างหลักของทุกประเภทอยู่ที่สองเรื่องเท่านั้น คือมันไปเจอคนตอนไหนของเส้นทางการตัดสินใจ และเราต้องเตรียมอะไรให้มันบ้าง ยิ่งไปเจอคนตอนที่เขาตั้งใจซื้อแล้ว โอกาสปิดการขายต่อบาทก็ยิ่งสูง แต่คนกลุ่มนั้นก็มีจำนวนจำกัดและมีคนแย่งประมูลเยอะกว่า

ด้านล่างไล่ทีละประเภทพร้อมตัวอย่างธุรกิจที่มักได้ผลจริง เพื่อให้เทียบกับสถานการณ์ของตัวเองได้ทันที

Search Campaign — โฆษณาข้อความในหน้าผลค้นหา

Search คือโฆษณาข้อความที่ขึ้นบนหน้าผลค้นหา Google ทำงานจากการประมูลคีย์เวิร์ด จุดแข็งคือได้เจอคนที่กำลังมองหาอยู่แล้ว หรือที่เรียกกันว่ากลุ่ม high-intent คนที่พิมพ์ว่า ช่างซ่อมแอร์ ใกล้ฉัน กับคนที่เลื่อนดูฟีดเฉยๆ มีความพร้อมซื้อคนละระดับกันชัดเจน

Search Campaign คือจุดเริ่มต้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ เพราะควบคุมได้ละเอียดว่าจะจ่ายเงินให้คำค้นไหน เห็นชัดว่าคำไหนสร้างลูกค้าและคำไหนเผางบ เหมาะทั้ง B2B ที่ขายของเฉพาะทาง คลินิก ทนายความ บริษัทรับเหมา หรือร้านบริการที่มีหน้าเว็บชัดเจน ข้อแม้เดียวคือหน้าที่คนคลิกเข้าไปต้องพร้อมขายจริง ไม่ใช่ปล่อยให้เขาไปถึงหน้าแรกแล้วหาต่อเอง

Performance Max — ตัวเดียวยิงข้ามทุกช่องทาง

Performance Max หรือ PMax เป็นแคมเปญที่ตั้งจากเป้าหมายเป็นหลัก เราส่งชุดข้อความ รูป วิดีโอ และสัญญาณกลุ่มเป้าหมายเข้าไป แล้วระบบของ Google เป็นคนตัดสินใจว่าจะเอางบไปแสดงที่ไหน ทั้งหน้าค้นหา Display, YouTube, Discover, Gmail และแผนที่

PMax เหมาะกับร้านค้าออนไลน์ที่มีสินค้าหลากหลาย หรือธุรกิจเก็บลีดที่มีข้อมูลคอนเวอร์ชันสะสมมาระดับหนึ่งแล้ว เพราะระบบต้องมีตัวอย่างความสำเร็จให้เรียนรู้ว่าคนแบบไหนคือลูกค้าจริง ถ้าเว็บเพิ่งเปิด ยังไม่ได้ติดตั้งการวัดผลให้ถูก หรือมีแค่รูปสินค้าใบเดียว การรีบเปิด PMax มักได้ผลตรงข้ามกับที่คาดไว้

ธุรกิจที่มีหน้าร้านจริงและต้องการให้คนเดินเข้าร้าน ก็ทำผ่าน PMax เช่นกัน โดยตั้งเป้าหมายเป็น store visits แล้วเชื่อมข้อมูลจาก Google Business Profile เข้าไป เพราะ Google ยุบ Local Campaign แบบแยกเดี่ยวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ PMax ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 แล้ว การสร้าง Local Campaign ใหม่จึงทำไม่ได้อีกต่อไป

Shopping Campaign — โชว์สินค้าเป็นชิ้นพร้อมราคา

Shopping แสดงข้อมูลสินค้าโดยตรง ทั้งรูป ราคา และชื่อร้าน โดยดึงจาก product feed ที่เราอัปโหลดไว้ใน Google Merchant Center ไม่ได้เขียนข้อความโฆษณาเองแบบ Search

เหมาะกับร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ขายของเป็นชิ้น เช่นร้านเสื้อผ้า อะไหล่ เครื่องสำอาง อุปกรณ์กีฬา เพราะคนเห็นราคาและหน้าตาสินค้าก่อนคลิก คนที่คลิกเข้ามาจึงกรองตัวเองมาแล้วรอบหนึ่ง ข้อแม้คือฟีดสินค้าต้องถูกต้องและอัปเดต ถ้าราคาหรือสถานะสินค้าในฟีดไม่ตรงกับหน้าเว็บ สินค้าจะถูกปฏิเสธหรือแสดงผิด ปัจจุบันหลายบัญชีใช้งาน Shopping ผ่านโครงของ PMax แทนการเปิดแคมเปญ Shopping เดี่ยวๆ แล้ว

Demand Gen — สร้างความต้องการบน YouTube, Discover และ Gmail

Demand Gen คือแคมเปญหลายรูปแบบในตัวเดียว แสดงบน YouTube รวม Shorts, Google Discover, Gmail และเครือข่าย Display หน้าตาโฆษณาใกล้เคียงคอนเทนต์ทั่วไปในฟีดมากกว่าแบนเนอร์แข็งๆ แบบเดิม

เหมาะกับธุรกิจที่สินค้ามีจุดขายทางภาพ เช่นร้านอาหาร ที่พัก แฟชั่น ของแต่งบ้าน คอร์สเรียน หรือแบรนด์ที่ต้องการให้คนรู้จักก่อนถึงเวลาซื้อ เงื่อนไขคือต้องมีคอนเทนต์ภาพและวิดีโอที่ดูดีพร้อมใช้หลายชุด เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งใจหาเราอยู่ ถ้าสื่อไม่สะดุดตาก็ถูกเลื่อนผ่าน

Video Campaign — โฆษณาบน YouTube

Video คือโฆษณาวิดีโอบน YouTube ตั้งเป้าได้ทั้งฝั่งสร้างการรับรู้แบรนด์และฝั่งดันคอนเวอร์ชัน จุดที่คนมักมองข้ามคือใช้ทำรีมาร์เก็ตติ้งด้วยวิดีโอกับคนที่เคยเข้าเว็บได้ ซึ่งมักคุ้มกว่าการยิงหาคนใหม่ล้วนๆ

เหมาะกับธุรกิจที่ต้องอธิบายก่อนขาย เช่นสินค้าเทคนิค เครื่องมือแพทย์ ซอฟต์แวร์ คอร์สอบรม หรือแบรนด์ที่กำลังเปิดตัวและต้องการให้คนจำได้ ข้อควรรู้คือการวัดผลจะไม่เหมือน Search ตัวเลขที่ดูคือการเข้าถึง ยอดดูจบ และการมีส่วนร่วม ไม่ใช่จำนวนลีดในสัปดาห์แรก

App Campaign — โปรโมตแอปมือถือ

App Campaign ยิงข้ามช่องทางของ Google ทั้งหน้าค้นหา YouTube, Google Play และ Display เพื่อหาคนติดตั้งแอปหรือทำสิ่งที่เราต้องการภายในแอป เราไม่ได้ออกแบบโฆษณาทีละชิ้น แต่ส่งชิ้นงานเข้าไปให้ระบบประกอบเอง

เหมาะเฉพาะธุรกิจที่มีแอปเป็นแกนหลักของโมเดลรายได้ เช่นบริการเรียกรถ ฟินเทค เกม หรือแอปสมาชิกของร้านค้า ถ้าแอปยังใช้งานไม่ลื่นหรือยังไม่มีเหตุผลให้คนกลับมาเปิดซ้ำ การเร่งยอดติดตั้งคือการจ่ายเงินซื้อตัวเลขที่ไม่กลายเป็นรายได้

ตารางเทียบประเภทแคมเปญ Google Ads แบบสรุป

คอลัมน์ที่ควรดูก่อนคือช่อง ต้องมีอะไรพร้อม เพราะคนส่วนใหญ่เลือกแคมเปญผิดไม่ใช่เพราะเข้าใจเป้าหมายผิด แต่เพราะยังไม่มีของครบให้แคมเปญนั้นทำงาน

ตารางด้านล่างสรุปทุกประเภทไว้ในหน้าเดียว เรียงจากตัวที่คนส่วนใหญ่เริ่มก่อนไปหาตัวที่ต้องการความพร้อมมากขึ้น

ประเภทแคมเปญเหมาะกับเป้าหมายต้องมีอะไรพร้อมตัวอย่างธุรกิจ
Searchปิดการขาย เก็บลีดจากคนที่กำลังหาคีย์เวิร์ดที่ตรง และหน้ารับทราฟฟิกที่พร้อมขายคลินิก ช่างซ่อม ทนาย โรงงานรับผลิต
Performance Maxยอดขายหรือลีดแบบกวาดทุกช่องทาง รวมพาคนเข้าร้าน (store visits)ข้อมูลคอนเวอร์ชันสะสม รูป วิดีโอ ข้อความหลายชุดอีคอมเมิร์ซที่ขายมาสักพัก ธุรกิจเก็บลีดที่วัดผลครบ ร้านที่อยากได้คนเดินเข้าร้าน
Shoppingขายสินค้าเป็นชิ้นให้คนเห็นราคาก่อนคลิกฟีดสินค้าถูกต้องใน Merchant Centerร้านเสื้อผ้า อะไหล่ เครื่องสำอาง
Demand Genสร้างความต้องการและกลุ่มลูกค้าใหม่ภาพและวิดีโอคุณภาพหลายชุดร้านอาหาร ที่พัก คอร์สเรียน แบรนด์ไลฟ์สไตล์
Videoสร้างการจดจำแบรนด์ รีมาร์เก็ตติ้งด้วยวิดีโอวิดีโอที่เล่าเรื่องได้ใน 15-30 วินาทีสินค้าเทคนิค ซอฟต์แวร์ แบรนด์เปิดตัวใหม่

จะเลือกประเภทแคมเปญยังไงให้ตรงกับธุรกิจ

เกณฑ์หลักตามคู่มือของ Google เองมีสองข้อ คือวัตถุประสงค์ทางการตลาดที่ต้องการ กับทรัพยากรที่มีสำหรับดูแลแคมเปญ ถ้าตอบสองข้อนี้ได้ชัด ตัวเลือกจะเหลือไม่กี่ตัวทันที

วิธีที่ใช้ได้จริงคือไล่ตอบคำถามด้านล่างตามลำดับ แล้วดูว่าคำตอบพาไปที่แคมเปญไหน อย่าเริ่มจากการถามว่าแคมเปญไหนดีที่สุด เพราะคำถามนั้นไม่มีคำตอบเดียว

  • เป้าหมายตอนนี้คืออะไร ต้องการยอดขายหรือลีดภายในเดือนนี้ให้ไป Search, Shopping หรือ PMax ส่วนถ้าต้องการให้คนรู้จักก่อนค่อยขายให้ไป Demand Gen หรือ Video
  • ขายสินค้าเป็นชิ้นหรือขายบริการ ถ้ามีสินค้าเป็นชิ้นและทำฟีดได้ Shopping กับ PMax จะคุ้มกว่า แต่ถ้าขายบริการควรอยู่ที่ Search เป็นหลัก
  • มีหน้าร้านจริงไหม ถ้ามีและอยากได้คนเดินเข้าร้าน ให้ตั้งเป้าหมาย store visits ใน Performance Max แล้วเชื่อม Google Business Profile ให้ครบ
  • มีแอปที่พร้อมใช้งานจริงไหม ถ้ามีจึงค่อยพิจารณา App Campaign ถ้าไม่มีก็ข้ามไปได้เลย
  • มีรูปและวิดีโอพร้อมกี่ชุด ถ้ามีน้อยกว่าที่ PMax หรือ Demand Gen ต้องการ ให้เริ่มที่ Search ก่อนแล้วค่อยขยาย
  • ติดตั้งการวัดคอนเวอร์ชันครบหรือยัง ถ้ายังไม่รู้ว่าลีดหรือคำสั่งซื้อเข้ามาจากทางไหน อย่าเพิ่งใช้แคมเปญที่ให้ระบบตัดสินใจแทนเรา
  • ใครดูแลแคมเปญและมีเวลาแค่ไหน ถ้าดูเองสัปดาห์ละครั้ง การเปิดหลายแคมเปญพร้อมกันมักจบที่ไม่ได้ปรับอะไรเลยสักตัว

งบเริ่มต้นเท่าไหร่ถึงพอสำหรับแต่ละประเภท

สิ่งที่กำหนดว่าต้องมีงบเท่าไหร่ไม่ใช่ตัวเลขบาทตายตัว แต่คือประเภทแคมเปญที่เลือกใช้ เพราะแต่ละแบบต้องการปริมาณข้อมูลและความสม่ำเสมอของงบไม่เท่ากัน

แคมเปญที่พึ่งการเรียนรู้ของระบบอย่าง Performance Max และ Demand Gen ต้องการงบสม่ำเสมอและปริมาณคอนเวอร์ชันระดับหนึ่งก่อนจะเริ่มนิ่ง ในขณะที่ Search แบบแคบๆ ที่เลือกเฉพาะคำค้นสำคัญ ทำงานได้ตั้งแต่งบยังไม่มากและอ่านผลได้เร็วกว่า ส่วนรายละเอียดว่าควรตั้งงบต่อวันเท่าไหร่และคำนวณต้นทุนต่อคลิกอย่างไร มีคำตอบละเอียดอยู่แล้วในบทความ งบยิงแอด Google ต้องเริ่มเท่าไหร่

  • งบน้อยและอยากรู้ผลไว ให้เริ่ม Search กับคำค้นที่ตั้งใจซื้อชัดเจนก่อน
  • งบปานกลางและมีของครบ ค่อยเพิ่ม PMax หรือ Shopping เข้าไปคู่กัน
  • งบสำหรับสร้างการรับรู้ ควรแยกออกจากงบที่ใช้วัดยอดขาย จะได้ไม่ตัดสินผิดว่าแคมเปญไหนไม่ดี

มือใหม่มักเลือกผิดตรงไหน แล้วเสียงบยังไง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่การตั้งค่าผิดในหน้าจอ แต่คือการเลือกประเภทแคมเปญที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ธุรกิจมีอยู่ตอนนั้น พอผลไม่ออกก็สรุปว่า Google Ads ไม่เวิร์ก ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่ตัวเลือกตั้งแต่วันแรก

อย่ารีบเปิด Performance Max ตั้งแต่วันแรกที่ยังไม่มีข้อมูลคอนเวอร์ชัน เพราะระบบต้องเรียนรู้จากตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง ถ้าไม่มีอะไรให้เรียน มันก็กระจายงบไปตามที่พอจะเดาได้ ซึ่งมักไม่ใช่กลุ่มที่ซื้อ ข้อผิดพลาดที่เจอซ้ำๆ มีประมาณนี้

  • เปิด PMax ทั้งที่เว็บเพิ่งเปิด ยังไม่มีการวัดผลและยังไม่มีชิ้นงานหลายชุดให้ระบบใช้
  • ใช้ Display หรือ Demand Gen ทั้งที่ต้องการยอดขายด่วนและงบจำกัด คนเห็นเยอะแต่ยังไม่ตั้งใจซื้อ ต้นทุนต่อลูกค้าจึงสูงกว่าที่ควร
  • ยิง Shopping หรือ PMax ทั้งที่ฟีดสินค้ายังไม่ถูกต้อง สินค้าถูกปฏิเสธหรือแสดงผิดกลุ่ม
  • เปิด App Campaign ทั้งที่แอปยังไม่พร้อมให้คนใช้ต่อ ได้ยอดติดตั้งแต่ไม่ได้ผู้ใช้
  • ตั้งเป้าหมาย store visits ใน Performance Max ทั้งที่ยังไม่เชื่อม Google Business Profile หรือข้อมูลร้านค้ายังไม่ครบ ทำให้ระบบไม่มีข้อมูลพอจะพาคนเดินเข้าร้านจริง
  • ส่งทราฟฟิกไปหน้าแรกของเว็บแทนหน้าที่ตอบเรื่องนั้นโดยตรง ทำให้เสียโอกาสตั้งแต่คลิกแรก
  • เปิดพร้อมกันสี่ห้าแคมเปญด้วยงบเท่าเดิม ทำให้ทุกตัวได้ข้อมูลไม่พอจนอ่านผลไม่ออกสักตัว

ปี 2026 Google เปลี่ยนอะไร ที่ทำให้คู่มือเก่าใช้ไม่ได้

สรุปสั้นๆ คือทิศทางของ Google ในปี 2026 คือลดจำนวนแคมเปญลง แล้วให้ระบบอัตโนมัติทำหน้าที่กระจายงบข้ามช่องทางแทน คนที่กำลังจะเริ่มวันนี้จึงควรรู้ว่าอะไรกำลังจะหายไป จะได้ไม่ไปลงแรงกับสิ่งที่ใกล้ถูกยุบ

การเปลี่ยนแปลงที่กระทบการเลือกแคมเปญโดยตรงมีสามเรื่อง หนึ่งคือ Display แบบยืนเดี่ยวกำลังทยอยถูกรวมเข้า Demand Gen ตั้งแต่มิถุนายน 2026 ทำให้คนที่คุ้นกับการตั้งค่า Display แบบเดิมต้องปรับวิธีคิดใหม่ สองคือ Discovery Ads ถูกอัปเกรดเป็น Demand Gen ไปแล้วตั้งแต่ปี 2024 ส่วน Video Action Campaigns ปิดการสร้างใหม่ตั้งแต่เมษายน 2025 และอัปเกรดชุดสุดท้ายเข้า Demand Gen เสร็จสิ้นเมษายน 2026

เรื่องที่สามคือ Dynamic Search Ads ซึ่ง Google ประกาศเมื่อ 15 เมษายน 2026 ว่าจะเลิกใช้และอัปเกรดเข้าสู่ AI Max for Search แต่ข้อมูลล่าสุด ณ สิงหาคม 2026 คือการอัปเกรดอัตโนมัติของ DSA ส่วนใหญ่ถูกเลื่อนออกไปเป็นกุมภาพันธ์ 2027 เหลือเฉพาะแคมเปญที่ใช้ automatically created assets และ broad match ระดับแคมเปญที่เริ่มอัปเกรดตั้งแต่กันยายน 2026 ก่อนหน้านั้น Google ยังเปิดให้สร้างแคมเปญ DSA ใหม่ได้อีกครั้งตั้งแต่ 15 มิถุนายน 2026 ด้วย ใครที่ยังใช้ DSA อยู่ควรเช็คประกาศจริงในบัญชีตัวเองเป็นระยะ ไม่ใช่ยึดตามวันที่ตายตัวจากบทความใดบทความหนึ่ง ในเชิงปฏิบัติแปลว่ายิ่งระบบอัตโนมัติมากขึ้นเท่าไหร่ สิ่งที่เราควบคุมได้ก็ยิ่งเหลือแค่สามอย่าง คือคุณภาพชิ้นงาน คุณภาพหน้ารับทราฟฟิก และความถูกต้องของข้อมูลคอนเวอร์ชันที่ป้อนกลับเข้าไป

ถ้ามีงบจำกัด ควรเริ่มจากแคมเปญไหนก่อน

คำตอบที่ใช้ได้กับธุรกิจส่วนใหญ่คือเริ่มที่ Search แบบแคบๆ ก่อน เพราะมันตอบคำถามสำคัญที่สุดได้เร็วที่สุด นั่นคือมีคนกำลังหาสิ่งที่เราขายอยู่จริงไหม และคนที่คลิกเข้ามาแล้วยอมติดต่อหรือสั่งซื้อหรือเปล่า

เริ่มจากแคมเปญเดียวที่วัดผลได้ชัด ดีกว่าเปิดพร้อมกันสี่ห้าตัวด้วยงบก้อนเดิม เพราะการเปิดหลายตัวพร้อมกันทำให้แต่ละตัวได้ข้อมูลน้อยเกินกว่าจะสรุปอะไรได้ พอครบเดือนก็ยังตอบไม่ได้อยู่ดีว่าควรเพิ่มงบให้ตัวไหน ลำดับที่แนะนำคือ Search ให้เสถียรก่อน แล้วค่อยขยายไป Shopping หรือ PMax เมื่อมีข้อมูลคอนเวอร์ชันสะสม จากนั้นค่อยเติม Demand Gen หรือ Video เพื่อขยายฐานคนรู้จัก

ก่อนเพิ่มงบให้แคมเปญไหนก็ตาม ควรเช็คสองจุดนี้ก่อนเสมอ จุดแรกคือหน้าที่คนคลิกเข้าไป ซึ่งมีเช็คลิสต์ให้ไล่ตรวจอยู่ในบทความ Landing Page สำหรับ Google Ads ต้องมีอะไรบ้าง จุดที่สองคือสัญญาณคุณภาพฝั่ง Search ที่อ่านได้จาก คะแนนคุณภาพหรือ Quality Score เพราะสองอย่างนี้กระทบต้นทุนต่อคลิกและโอกาสแสดงผลโดยตรง แก้ตรงนี้มักคุ้มกว่าการเพิ่มงบทันที

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจตัวเองควรเริ่มจากแคมเปญไหน ทีมของเราให้คำแนะนำเรื่องการวางโครงแคมเปญตามเป้าหมายและงบจริงได้ผ่านบริการดูแล Google Ads โดยยึดหลักเดียวกับที่เขียนไว้ในบทความนี้ คือเลือกจากสิ่งที่ธุรกิจมีอยู่ ไม่ใช่เลือกจากตัวที่ฟังดูล้ำที่สุด

วัดยังไงว่าเลือกประเภทแคมเปญถูกแล้ว

ตัวชี้วัดที่ถูกต้องคือตัวที่ตรงกับหน้าที่ของแคมเปญนั้น ไม่ใช่ใช้ตัวเลขชุดเดียวตัดสินทุกแคมเปญ การเอายอดขายไปวัด Video ตั้งแต่สัปดาห์แรก หรือเอายอดวิวไปวัด Search ล้วนทำให้สรุปผิดทั้งคู่

หลักง่ายๆ คือแคมเปญฝั่งเก็บผลลัพธ์อย่าง Search, Shopping และ PMax ให้ดูต้นทุนต่อลูกค้าหนึ่งรายและผลตอบแทนจากค่าโฆษณา ส่วนแคมเปญฝั่งสร้างการรับรู้อย่าง Demand Gen และ Video ให้ดูการเข้าถึง การดูจบ และคนที่กลับมาค้นหาชื่อแบรนด์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ที่สำคัญคือให้เวลาแต่ละแคมเปญพอสมควรก่อนตัดสิน อย่าปิดตั้งแต่สามวันแรกเพราะยังไม่มีออร์เดอร์

อีกเรื่องที่ควรทำคู่กันคือดูภาพรวมของช่องทางทั้งหมด ไม่ใช่แค่ในบัญชีโฆษณา เพราะโฆษณาที่ปิดการขายได้บ่อยครั้งเกิดจากคนเคยเห็นแบรนด์มาก่อนจากช่องทางอื่น การเทียบภาพรวมระหว่างการลงทุนกับโฆษณาและการลงทุนกับผลค้นหาแบบไม่เสียเงิน อ่านเพิ่มได้จากบทความ SEO กับ SEM ต่างกันยังไง ซึ่งช่วยให้เห็นว่าควรแบ่งงบสองฝั่งอย่างไรตามช่วงของธุรกิจ

คำถามที่พบบ่อย

01Google Ads มีกี่ประเภทกันแน่ ทำไมแต่ละเว็บบอกไม่เท่ากัน+

ปี 2026 แคมเปญหลักที่ใช้งานได้จริงมีราว 6-7 ประเภท คือ Search, Performance Max, Shopping, Demand Gen, Display, Video และ App ตัวเลขที่เห็นไม่ตรงกันเพราะ Google ทยอยยุบรวมแคมเปญเข้าหากันต่อเนื่อง เช่น Discovery Ads ถูกอัปเกรดเป็น Demand Gen ตั้งแต่ปี 2024 และ Display แบบยืนเดี่ยวกำลังถูกรวมเข้า Demand Gen ตั้งแต่มิถุนายน 2026 บางเว็บยังนับ Local Campaign รวมอยู่ด้วยทั้งที่ถูกยุบเข้า Performance Max ไปตั้งแต่ปี 2022 แล้ว บทความเก่าจึงนับจำนวนตามยุคที่เขียน

02Search กับ Performance Max ต่างกันยังไง ควรเลือกอันไหน+

Search ให้เราควบคุมเองว่าจะจ่ายเงินให้คำค้นไหน เห็นชัดว่าคำไหนสร้างลูกค้า เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มหรือมีงบจำกัด ส่วน Performance Max ให้ระบบของ Google กระจายงบข้ามทุกช่องทางแทนเรา ซึ่งได้ผลดีเมื่อมีข้อมูลคอนเวอร์ชันสะสมและมีรูปกับวิดีโอหลายชุดให้ระบบใช้ ถ้ายังไม่มีสองอย่างนี้ ควรเริ่มที่ Search ก่อนแล้วค่อยขยาย

03ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าเป็นชิ้น ควรใช้แคมเปญแบบไหน+

ธุรกิจบริการอย่างคลินิก ช่างซ่อม ทนายความ หรือโรงงานรับผลิต ควรเริ่มที่ Search เป็นหลัก เพราะได้เจอคนที่กำลังค้นหาบริการนั้นอยู่จริง ถ้ามีหน้าร้านหรือสาขาก็ทำโปรไฟล์ธุรกิจใน Google Business Profile ให้ครบ แล้วตั้งเป้าหมาย store visits ผ่าน Performance Max แทน เพราะ Google ยุบ Local Campaign แบบแยกเดี่ยวเข้า PMax ไปตั้งแต่ปี 2022 แล้ว ส่วน Shopping ใช้ไม่ได้เพราะต้องมีฟีดสินค้าเป็นชิ้น และ Demand Gen หรือ Video ค่อยเพิ่มทีหลังเมื่อต้องการให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น

04เริ่มยิง Google Ads ควรมีงบเดือนละเท่าไหร่+

Google ไม่ได้กำหนดงบขั้นต่ำอย่างเป็นทางการ แต่ผู้ให้บริการในไทยหลายรายแนะนำให้เริ่มราววันละ 300-500 บาท หรือเดือนละประมาณ 9,000-15,000 บาท ในปี 2026 เพื่อให้มีข้อมูลพอสำหรับตัดสินใจ ตัวเลขจริงขึ้นกับอุตสาหกรรมและค่าคลิกของคำค้นนั้น คำค้นสายการเงินหรือกฎหมายมีค่าคลิกสูงกว่าคำค้นทั่วไปหลายเท่า จึงควรใช้ตัวเลขนี้เป็นจุดตั้งต้นทดสอบ ไม่ใช่ค่าคงที่

05เปิดหลายแคมเปญพร้อมกันตั้งแต่แรกได้ไหม+

ทำได้แต่มักไม่คุ้มถ้างบจำกัด เพราะงบก้อนเดียวที่ถูกแบ่งไปหลายแคมเปญทำให้แต่ละตัวได้ข้อมูลน้อยเกินกว่าจะสรุปว่าอะไรเวิร์ก สุดท้ายก็ยังตอบไม่ได้ว่าควรเพิ่มงบให้ตัวไหน วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเริ่มตัวเดียวที่วัดผลชัดที่สุดก่อน ให้ผลนิ่งแล้วค่อยขยายไปประเภทถัดไปทีละตัว

ส่งเว็บไซต์ให้ SEONo1 ประเมิน