Negative Keyword คือคำหรือวลีที่คุณใส่เข้าไปในบัญชี Google Ads เพื่อบอกระบบว่า "ถ้าคนค้นด้วยคำนี้ ไม่ต้องเอาโฆษณาของเราไปโชว์" มันทำงานกลับด้านกับคีย์เวิร์ดปกติที่ใส่เพื่อเปิดให้โฆษณาขึ้น — negative keyword ใส่เพื่อปิดไม่ให้ขึ้น พูดง่ายๆ คือเป็นตะแกรงกรองคนที่ไม่ใช่ลูกค้าออกไปก่อนที่เขาจะได้เห็นและกดคลิกโฆษณาของคุณ ซึ่งแปลว่ากรองก่อนที่เงินจะออกจากกระเป๋า
คนส่วนใหญ่ที่ยิงแอดเองมักตั้งคีย์เวิร์ดที่อยากได้อย่างละเอียด แต่ไม่เคยแตะฝั่ง negative เลย ผลคือโฆษณาไปขึ้นกับคำค้นอย่าง "เรียน SEO ฟรี" "สมัครงาน SEO" หรือ "รับทำ SEO pantip" ทั้งที่ธุรกิจไม่ได้ขายคอร์ส ไม่ได้รับสมัครงาน และคนอ่านกระทู้ยังไม่พร้อมจ้าง งบก็ไหลออกไปกับคลิกที่ไม่มีวันกลายเป็นลูกค้า บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่นิยาม ประเภทของ negative match วิธีตั้งจริงในหน้าจอ Google Ads ตัวอย่างคำที่ธุรกิจส่วนใหญ่ควรกัน ไปจนถึงกับดักที่ทำให้ตั้งแล้วเสียโอกาสมากกว่าประหยัดเงิน
Negative Keyword คืออะไร ทำไมทุกแคมเปญต้องมี
Negative Keyword คือคำหรือวลีที่ใส่เพื่อกันไม่ให้โฆษณาของคุณแสดงกับคำค้นนั้น เป้าหมายคือคัดคนที่ค้นแล้วไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายออกตั้งแต่ก่อนเห็นโฆษณา ทำให้งบที่มีอยู่ถูกใช้ไปกับคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้าจริงมากขึ้น
เหตุผลที่ทุกแคมเปญต้องมีคือ Google Ads ไม่ได้จับคู่โฆษณากับ "คีย์เวิร์ดที่คุณพิมพ์" ตรงๆ แต่จับคู่กับ "คำค้นที่คนพิมพ์จริง" ซึ่งกว้างกว่าเสมอ โดยเฉพาะเมื่อใช้ broad match หรือปล่อยให้ระบบขยายคำเอง คำค้นที่หลุดเข้ามาจึงมีทั้งคนหาข้อมูลเฉยๆ คนหาของฟรี คนหางาน คนหาวิธีทำเอง ปนกับคนที่พร้อมจ้างจริง ถ้าไม่มีด่านกรอง คุณจ่ายค่าคลิกให้ทุกคนเท่ากันหมด (อ่านเรื่องฝั่งบวกเพิ่มได้ที่บทความ Match Type คีย์เวิร์ด Google Ads)
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่า negative keyword ทำงานฉลาดเหมือนคีย์เวิร์ดปกติ ความจริงคือ negative keyword ไม่ขยายไปหาคำพ้อง คำสะกดผิด หรือรูปเอกพจน์-พหูพจน์ให้อัตโนมัติ คุณต้องเดาแล้วเติมเองทุกรูปแบบที่คิดว่าคนจะพิมพ์ เช่น กัน "ฟรี" ไว้ ไม่ได้แปลว่าจะกัน "free" ให้ด้วย
- คีย์เวิร์ดปกติ = เปิดประตูให้โฆษณาขึ้น / negative keyword = ปิดประตูไม่ให้ขึ้น
- กรองตั้งแต่ก่อน impression จึงไม่เสียทั้งค่าคลิกและไม่ทำให้ CTR ของคีย์เวิร์ดเสียเปล่า
- ทำให้ทราฟฟิกที่เหลือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณขายมากขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของแคมเปญที่ปรับให้ดีขึ้นได้
- ต้องใส่คำพ้อง คำอังกฤษ คำสะกดผิดเอง ระบบไม่ขยายให้
สัญญาณอะไรบอกว่าคุณกำลังเสียงบเพราะไม่ได้ตั้ง Negative Keyword?
สัญญาณที่ชัดที่สุดคือ "คลิกเข้ามาเยอะแต่ไม่มีใครทัก" — งบหมดเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวน lead หรือยอดขายไม่ขยับตาม นั่นแปลว่าคำค้นที่พาคนเข้ามาไม่ตรงกับสิ่งที่คุณขาย ไม่ใช่ว่าหน้าเว็บหรือราคาของคุณมีปัญหาเสมอไป
วิธีตรวจไม่ต้องเดา ให้เข้า Search Terms Report แล้วเรียงตามค่าใช้จ่ายจากมากไปน้อย ถ้าคำค้นที่กินงบสูงสุด 10-20 อันดับแรกมีคำที่คุณอ่านแล้วรู้ทันทีว่า "คนนี้ไม่ใช่ลูกค้าเรา" ปนอยู่หลายตัว แปลว่าลิสต์ negative ของคุณยังไม่พอ
ก่อนจะโทษว่าค่าโฆษณาแพงเกินไป ลองไล่เช็คสัญญาณด้านล่างก่อน เพราะหลายเคสต้นทุนต่อ lead ที่สูงมาจากคำค้นขยะล้วนๆ ไม่ใช่ค่าคลิกในตลาดที่แพงขึ้น (เรื่องโครงสร้างงบและค่าคลิกอ่านต่อได้ที่ ยิงแอด Google ราคาเท่าไหร่)
- เปิด Search Terms Report แล้วเจอคำที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจปนอยู่หลายบรรทัด โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้งบสูง
- คลิกเยอะแต่ conversion แทบเป็นศูนย์ หรือคนทักมาแล้วถามเรื่องที่คุณไม่ได้ขายเลย
- งบรายวันหมดเร็วผิดปกติตั้งแต่ช่วงเช้า ทั้งที่ยอดติดต่อไม่ต่างจากเดิม
- มีคำค้นแนว "ฟรี" "ทำเอง" "สมัครงาน" "ราคาถูกสุด" โผล่ซ้ำๆ ในรายงาน
- คนที่ทักเข้ามาส่วนใหญ่ถามราคาแล้วเงียบทันที เพราะตั้งแต่ต้นเขาไม่ได้ตั้งใจจะจ้าง
Negative Match Type มีกี่แบบ ต่างกันยังไง
Negative keyword มี 3 แบบเหมือนฝั่งบวกคือ broad, phrase และ exact แต่ตรรกะการทำงานไม่เหมือนกันเป๊ะกับฝั่งบวก จุดสำคัญคือฝั่ง negative ทั้งสามแบบ ไม่ จับคำพ้องหรือคำใกล้เคียงให้เลย บล็อกเฉพาะคำที่คุณเขียนไว้ตรงตัวเท่านั้น
ค่าเริ่มต้นเมื่อคุณพิมพ์คำเปล่าๆ ลงไปคือ negative broad match ซึ่งเป็นแบบที่กว้างที่สุดในสามแบบ ส่วน phrase ต้องครอบด้วยเครื่องหมายคำพูด "..." และ exact ต้องครอบด้วยวงเล็บเหลี่ยม [...] เขียนผิดสัญลักษณ์เดียวผลลัพธ์เปลี่ยนทั้งแคมเปญ
ตารางด้านล่างเทียบให้เห็นภาพด้วยตัวอย่างเดียวกันคือธุรกิจรับทำ SEO ที่ไม่ได้ขายคอร์สสอน จึงอยากกันคำว่า "เรียน SEO" ออกไป
| ประเภท | วิธีเขียน | เงื่อนไขการบล็อก | ตัวอย่าง negative = เรียน SEO |
|---|---|---|---|
| Negative Broad (ค่าเริ่มต้น) | เรียน SEO | บล็อกเมื่อคำค้นมีครบทุกคำที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะเรียงลำดับใด แต่ถ้ามีแค่บางคำจะไม่บล็อก | บล็อก: เรียน SEO ออนไลน์ / SEO เรียนที่ไหนดี — ไม่บล็อก: รับทำ SEO ราคา |
| Negative Phrase | "เรียน SEO" | บล็อกเมื่อคำค้นมีวลีนี้เรียงติดกันตามลำดับ โดยมีคำอื่นนำหน้าหรือตามหลังได้ | บล็อก: อยากเรียน SEO ราคาถูก — ไม่บล็อก: SEO เรียนที่ไหนดี |
| Negative Exact | [เรียน SEO] | บล็อกเฉพาะคำค้นที่ตรงเป๊ะกับวลีนี้เท่านั้น มีคำเพิ่มหรือสลับลำดับก็หลุดผ่าน | บล็อก: เรียน SEO — ไม่บล็อก: เรียน SEO ที่ไหนดี |
เลือกแบบไหนดีในสถานการณ์จริง
ถ้าคำนั้นไม่เกี่ยวกับธุรกิจของคุณเลยไม่ว่าจะอยู่ในบริบทไหน เช่น "สมัครงาน" สำหรับร้านค้า ให้ใช้ broad ได้เลยเพราะยิ่งกว้างยิ่งกันได้ครบ แต่ถ้าคำนั้นมีโอกาสอยู่ในคำค้นดีๆ ได้ด้วย เช่น "ฟรี" ที่อาจอยู่ในคำว่า "ปรึกษา SEO ฟรี" ซึ่งเป็นลูกค้าที่ดี ให้ใช้ phrase หรือ exact เพื่อกันเฉพาะรูปประโยคที่ไม่ต้องการจริงๆ
หลักง่ายๆ คือเริ่มจากแคบก่อนแล้วค่อยขยาย ตั้ง exact กับคำค้นที่เห็นในรายงานว่ากินงบชัดๆ พอเห็นว่ารูปแบบใกล้เคียงกันหลุดมาเรื่อยๆ ค่อยเลื่อนขึ้นเป็น phrase หรือ broad ทีหลัง จะปลอดภัยกว่าการเหวี่ยงแหกว้างตั้งแต่วันแรก
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนตั้ง
negative exact match กันได้แค่คำนั้นเป๊ะๆ คนค้นเติมคำเดียวหรือสลับลำดับนิดเดียวก็หลุดผ่านได้ ในทางปฏิบัติจึงมักต้องใช้หลายแบบผสมกัน ไม่ใช่เลือกแบบใดแบบหนึ่งแล้วจบ
อีกข้อคือ เมื่อ negative keyword ชนกับคีย์เวิร์ดบวกในระดับเดียวกัน ฝั่ง negative จะชนะเสมอ โฆษณาจะไม่ขึ้นแม้คุณจะประมูลคีย์เวิร์ดนั้นไว้ก็ตาม ถ้าตั้งซ้ำกันเป๊ะในระดับ ad group เดียวกัน Google Ads จะเตือนให้แก้ก่อน แต่ถ้าชนกันคนละระดับหรือชนแบบไม่เป๊ะ ระบบอาจไม่เตือน แล้วคุณจะงงว่าทำไมคีย์เวิร์ดหลักไม่มี impression เลย
วิธีตั้ง Negative Keyword ใน Google Ads ทำยังไง
ตั้งได้ 2 ทางหลัก คือเพิ่มจากคำค้นจริงใน Search Terms Report (แนะนำที่สุด เพราะเป็นคำที่กินงบจริงแล้ว) หรือเพิ่มเข้าไปตรงๆ ในหน้า Negative keywords ของแคมเปญ ทั้งสองทางใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที
สิ่งที่ควรทำก่อนกดเพิ่มคือถามตัวเองสองข้อ: คำนี้ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเราจริงหรือแค่ยังไม่ปิดการขาย และคำนี้มีโอกาสไปทับคำค้นดีๆ ตัวอื่นไหม เพราะการกดเพิ่มใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่ผลกระทบอยู่กับแคมเปญไปอีกหลายเดือนจนกว่าจะมีคนกลับมาเปิดดู
ขั้นตอนแบ่งเป็นสามแบบตามที่มาของคำ ดังนี้
แบบที่ 1 เพิ่มจาก Search Terms Report
เข้า Campaigns > เลือกแคมเปญ > เมนู Keywords > แท็บ Search terms จะเห็นรายการคำค้นจริงที่ทำให้โฆษณาของคุณแสดง พร้อมตัวเลข cost, clicks, conversions ให้เรียงตาม cost จากมากไปน้อยก่อนเสมอ เพราะนั่นคือจุดที่เงินไหลออกมากที่สุด
เจอคำที่ไม่ตรงกลุ่ม ให้ติ๊กช่องหน้าคำนั้นแล้วกด Add as negative keyword ระบบจะถามว่าจะเพิ่มเข้าระดับ ad group หรือ campaign และให้เลือก match type ได้ในขั้นตอนเดียวกัน ข้อดีของทางนี้คือคุณตัดจากข้อมูลจริง ไม่ได้นั่งเดาเอง
แบบที่ 2 เพิ่มเข้าแคมเปญหรือ ad group โดยตรง
เข้าเมนู Keywords > Negative keywords > กดปุ่มบวก แล้วเลือกว่าจะใส่ไว้ระดับ campaign หรือ ad group จากนั้นพิมพ์คำทีละบรรทัด บรรทัดละหนึ่งคำ ใส่เครื่องหมายคำพูดหรือวงเล็บเหลี่ยมเองถ้าต้องการ phrase หรือ exact
ทางนี้เหมาะกับตอนเริ่มแคมเปญใหม่ ที่ยังไม่มีข้อมูลคำค้นให้ดู ใช้ความรู้เรื่องธุรกิจตัวเองดักคำกลุ่มใหญ่ๆ ไว้ก่อน เช่น ร้านขายของไม่รับสมัครงานก็กัน "สมัครงาน" ไว้ตั้งแต่วันแรก แล้วค่อยไปละเอียดเพิ่มทีหลังจากรายงาน
แบบที่ 3 สร้าง Shared Negative Keyword List
ถ้ามีหลายแคมเปญและมีคำชุดเดียวกันที่อยากกันทุกที่ ให้ไปที่ Tools > Shared library > Exclusion lists (บางบัญชีขึ้นชื่อ Negative keyword lists) แล้วสร้างลิสต์ขึ้นมา ตั้งชื่อให้รู้เรื่อง เช่น "กันคำหางาน" หรือ "กันคำของฟรี" จากนั้นผูกลิสต์เข้ากับแคมเปญที่ต้องการทีเดียวหลายตัว
ข้อดีคือแก้ที่ลิสต์เดียวแล้วมีผลกับทุกแคมเปญที่ผูกไว้พร้อมกัน ไม่ต้องไล่แก้ทีละแคมเปญให้ตกหล่น ข้อจำกัดของระบบคือสร้างได้สูงสุด 20 ลิสต์ต่อบัญชี และใส่ได้ลิสต์ละไม่เกิน 5,000 คำ ซึ่งเหลือเฟือสำหรับธุรกิจ SME ทั่วไป
ตั้งระดับ Campaign กับ Ad Group ต่างกันยังไง ควรใช้อันไหน?
ต่างกันที่ขอบเขตผลกระทบล้วนๆ ระดับ ad group มีผลเฉพาะกลุ่มโฆษณานั้น ส่วนระดับ campaign มีผลกับทุก ad group ในแคมเปญนั้น หลักการเลือกคือ ถ้าคำนั้นไม่เกี่ยวกับธุรกิจเลยให้ขึ้นไปตั้งระดับสูง แต่ถ้าไม่เกี่ยวเฉพาะบางกลุ่มสินค้าให้ตั้งที่ ad group
ตัวอย่างที่เข้าใจง่ายคือธุรกิจที่ทำทั้ง SEO และ Google Ads แต่แยกเป็นคนละแคมเปญ คำว่า "สมัครงาน" ควรกันไว้ที่ shared list เพราะไม่เกี่ยวกับอะไรเลยทั้งบัญชี ส่วนคำว่า "SEO" อาจต้องกันเฉพาะใน ad group ของ Google Ads เพื่อไม่ให้คนหาบริการ SEO ไปเจอโฆษณาแอด ซึ่งเป็นคนละความต้องการกัน
การตั้งผิดระดับเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้แคมเปญเสียโอกาสแบบเงียบๆ เพราะคุณจะไม่เห็นอะไรผิดปกติในรายงาน เห็นแค่ว่า impression น้อยลงเฉยๆ แล้วนึกว่าคู่แข่งประมูลแรงขึ้น ทั้งที่ความจริงคือประตูถูกปิดด้วยมือตัวเอง
- Ad group level — คุมละเอียดสุด ใช้กับคำที่ไม่เกี่ยวเฉพาะกลุ่มสินค้า/บริการนั้น หรือใช้แยกทราฟฟิกไม่ให้ ad group แย่งกันเอง
- Campaign level — ใช้กับคำที่ไม่เกี่ยวกับทั้งแคมเปญ เช่น กัน "มือสอง" ในแคมเปญสินค้ามือหนึ่ง
- Shared list — ใช้กับคำที่ไม่เกี่ยวกับทุกอย่างในบัญชี เช่น คำหางาน คำของฟรี คำที่เป็นชื่อเว็บบอร์ด
- เริ่มจากลองตั้งที่ ad group ก่อนถ้าไม่แน่ใจ แล้วค่อยเลื่อนขึ้นระดับสูงเมื่อยืนยันแล้วว่าคำนั้นไม่เกี่ยวจริง
Negative Keyword ควรใส่คำว่าอะไรบ้าง?
ไม่มีลิสต์สำเร็จรูปที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะคำที่เป็นขยะของคนหนึ่งคือคำทองของอีกคน แต่มีกลุ่มคำที่ธุรกิจบริการส่วนใหญ่ควรตรวจสอบก่อนเป็นอันดับแรก เพราะมันเป็นสัญญาณของคนที่ยังไม่พร้อมจ่ายเงินหรือไม่ได้ตั้งใจซื้อ
ให้อ่านลิสต์ด้านล่างเป็น ตัวตั้งต้นสำหรับไล่ตรวจ ไม่ใช่ก็อปไปวางทั้งชุด เพราะถ้าคุณขายคอร์สอบรมอยู่ด้วย การกันคำว่า "เรียน" คือการฆ่าแคมเปญตัวเอง ทุกคำต้องผ่านคำถามว่า "ธุรกิจเรารับงานแบบนี้ไหม" ก่อนเสมอ
หลังจากรันไปสักพัก ลิสต์จริงของคุณควรมาจาก Search Terms Report เป็นหลัก ไม่ใช่จากบทความไหนก็ตามบนอินเทอร์เน็ต รวมถึงบทความนี้
- กลุ่มของฟรี — "ฟรี" "free" "ไม่เสียเงิน" "ทดลองใช้ฟรี" ใช้เมื่อคุณไม่มีบริการฟรีจริง
- กลุ่มหางาน — "สมัครงาน" "หางาน" "เงินเดือน" "รับสมัคร" "jobs" กันคนหางานหลุดเข้ามาแทนคนหาซื้อบริการ
- กลุ่มอยากทำเอง — "ทำเอง" "DIY" "วิธีทำ" "สอน" "คอร์ส" "เรียน" ใช้เมื่อคุณขายบริการ ไม่ได้ขายความรู้
- กลุ่มหาข้อมูล — "pantip" "คืออะไร" "รีวิว" "เปรียบเทียบ" กลุ่มนี้ต้องระวัง เพราะบางธุรกิจคนอ่านรีวิวคือคนใกล้ตัดสินใจซื้อ
- กลุ่มราคาไม่ตรงตลาด — "ราคาถูกสุด" "หลักร้อย" "มือสอง" ใช้เมื่อคุณอยู่ตลาดบน แล้วไม่อยากจ่ายค่าคลิกให้คนหาของถูกที่สุด
- กลุ่มชื่อคู่แข่งและแบรนด์อื่น — ถ้าไม่ได้ตั้งใจประมูลชนแบรนด์คู่แข่ง การกันไว้ช่วยลดคลิกที่แทบไม่แปลงเป็นลูกค้า
- กลุ่มพื้นที่ที่ไม่ให้บริการ — ชื่อจังหวัดหรือประเทศที่คุณส่งของหรือเข้าไปทำงานไม่ได้
หา Negative Keyword จริงได้จากไหน
แหล่งข้อมูลที่แม่นที่สุดมีอยู่แหล่งเดียวคือ Search Terms Report เพราะมันคือคำค้นจริงที่คนพิมพ์แล้วทำให้โฆษณาของคุณแสดง ไม่ใช่คำที่คุณคิดว่าเขาน่าจะพิมพ์ ทุกการตัดสินใจเรื่อง negative ที่ดีเริ่มจากรายงานนี้
Search Terms Report คือแหล่งเดียวที่บอกว่าเงินของคุณหายไปกับคำค้นอะไรจริงๆ ให้เปิดแล้วเรียงตาม cost ก่อน แล้วค่อยไล่ดูอีกมุมคือคำที่คลิกเยอะแต่ conversion เป็นศูนย์ สองมุมนี้จะเจอคำที่ควรกันเกือบทั้งหมด ส่วน Keyword Planner ใช้ได้แค่ช่วงวางแผนก่อนเปิดแคมเปญ เพราะมันเป็นเครื่องมือรีเสิร์ช ไม่ได้บอกคำค้นจริงที่เกิดขึ้นในบัญชีคุณ
อีกแหล่งที่คนมองข้ามคือแชทของลูกค้าเอง ถ้ามีคนทักเข้ามาถามเรื่องที่คุณไม่ได้ทำซ้ำๆ เช่นถามหาคอร์สสอนทั้งที่คุณรับทำให้อย่างเดียว นั่นคือคำใบ้ว่ามีคำค้นกลุ่มนั้นหลุดเข้ามาในแคมเปญแล้ว ให้กลับไปหาต้นทางในรายงานแล้วกันออก
- Search Terms Report เรียงตาม cost — ดูว่าเงินหมดไปกับคำไหนมากที่สุด
- Search Terms Report กรอง conversions = 0 และ clicks สูง — คำกลุ่มนี้คือตัวดูดงบชัดเจน
- Keyword Planner — ใช้ก่อนเปิดแคมเปญ ดักกลุ่มคำที่ไม่เกี่ยวแบบกว้างๆ ไว้ล่วงหน้า
- คำถามที่ลูกค้าทักเข้ามาแล้วไม่ตรงบริการ — สะท้อนคำค้นที่ยังกรองไม่ครบ
- หน้า Landing Page ที่ bounce สูงผิดปกติจากบางคีย์เวิร์ด — มักแปลว่าคนเข้ามาผิดความคาดหวัง
กับดักที่ทำให้ตั้ง Negative Keyword แล้วยิ่งเสียโอกาส
กับดักใหญ่ที่สุดคือตั้งกว้างเกินไปจนบล็อกทับคำค้นดีๆ ของตัวเอง ซึ่งอันตรายกว่าการไม่ตั้งเลย เพราะการไม่ตั้งทำให้เสียเงิน แต่การตั้งผิดทำให้เสียลูกค้าโดยไม่มีตัวเลขไหนเตือน
การตั้ง negative broad แบบเหวี่ยงแหอันตรายกว่าการไม่ตั้งเลย ตัวอย่างคลาสสิกคือกันคำว่า "ฟรี" แบบ broad แล้วบังเอิญไปกันคำค้น "ปรึกษาการตลาดฟรี 30 นาที" ที่เป็นลูกค้าคุณภาพดีทิ้งไปด้วย หรือกัน "ราคาถูก" แล้วเผลอกัน "ราคา" ที่เป็นคำแสดงความตั้งใจซื้อชัดเจน
อีกกับดักคือตั้งแล้วลืม คำค้นที่คนใช้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเทรนด์ สินค้าใหม่ และคู่แข่งที่เข้ามาในตลาด ลิสต์ที่เคยพอดีเมื่อครึ่งปีก่อนอาจกลายเป็นทั้งกันไม่พอและกันเกินไปพร้อมกันในวันนี้ (ผลของทราฟฟิกที่ไม่ตรงยังไปโยงกับคุณภาพโฆษณาโดยรวมด้วย อ่านต่อได้ที่ Quality Score Google Ads คืออะไร)
- ตั้ง broad กับคำที่มีโอกาสอยู่ในคำค้นดี ทำให้บล็อกทับคีย์เวิร์ดหลักตัวเอง
- ลืมว่า negative ชนะ positive เสมอ แล้วงงว่าทำไมคีย์เวิร์ดที่ประมูลไว้ไม่มี impression
- ตั้งไว้ระดับ shared list ทั้งที่คำนั้นไม่เกี่ยวแค่บางแคมเปญ ทำให้แคมเปญอื่นเสียทราฟฟิกดีไปด้วย
- ก็อปลิสต์สำเร็จรูปจากอินเทอร์เน็ตมาวางทั้งชุดโดยไม่อ่านทีละคำ
- ใส่คำไทยแล้วลืมใส่คำอังกฤษที่ความหมายเดียวกัน หรือใส่รูปเต็มแล้วลืมคำย่อที่คนพิมพ์จริง
- ตั้งครั้งเดียวตอนเปิดแคมเปญแล้วไม่กลับมาดูอีกเลย
ควรตรวจและอัปเดตลิสต์บ่อยแค่ไหน?
ช่วงแคมเปญเพิ่งเริ่มหรือเพิ่งปรับโครงสร้างใหญ่ ควรเปิด Search Terms Report ทุกสัปดาห์ พอแคมเปญนิ่งแล้วและคำค้นเริ่มซ้ำเดิม ลดเหลือทุก 2 สัปดาห์ถึงเดือนละครั้งก็เพียงพอ ขึ้นอยู่กับขนาดงบและปริมาณทราฟฟิก
อีกวิธีที่ใช้ง่ายกว่าการนับวันคือผูกรอบตรวจกับงบที่ใช้ไป เช่น ทุกครั้งที่แคมเปญใช้งบครบ 5,000 บาท ให้เปิดรายงานมาไล่ดูหนึ่งรอบ วิธีนี้ยุติธรรมกับทุกขนาดบัญชี เพราะบัญชีที่ใช้งบวันละพันกับวันละหมื่นสะสมคำค้นในอัตราต่างกันมาก
สิ่งที่คนมักลืมคือการรีวิว ย้อนกลับ ไม่ใช่แค่เพิ่มคำใหม่เข้าไปเรื่อยๆ ทุกไตรมาสควรเปิดลิสต์เก่ามาอ่านสักรอบว่ายังสมเหตุสมผลกับบริการปัจจุบันอยู่ไหม โดยเฉพาะถ้าคุณเพิ่งเพิ่มบริการใหม่ คำที่เคยกันไว้อาจกลายเป็นคำที่ควรประมูลไปแล้ว
- แคมเปญใหม่หรือเพิ่งปรับใหญ่ — ตรวจสัปดาห์ละครั้ง
- แคมเปญที่รันมานานและนิ่งแล้ว — ตรวจทุก 2 สัปดาห์ถึงเดือนละครั้ง
- ผูกรอบตรวจกับงบที่ใช้ไป เช่น ทุก 5,000 บาท เปิดรายงานหนึ่งรอบ
- รีวิว shared list ทุกไตรมาส เพื่อปลดคำที่กันเกินความจำเป็นออก
- ทุกครั้งที่เพิ่มบริการหรือสินค้าใหม่ ให้กลับไปอ่านลิสต์เดิมก่อนเปิดแคมเปญใหม่
สรุป: negative keyword คืองานเล็กที่กันงบรั่วได้มากที่สุด
Negative keyword คือด่านกรองที่ตั้งครั้งละไม่กี่นาทีแต่มีผลกับทุกบาทที่คุณจ่ายไปในแคมเปญ หัวใจมีสามข้อ: รู้ว่า match type แต่ละแบบกันได้แค่ไหน ตั้งให้ถูกระดับระหว่าง ad group, campaign และ shared list และกลับมาดู Search Terms Report สม่ำเสมอแทนการเดาเอง
ถ้าเพิ่งเริ่มยิงแอดเอง แนะนำให้ทำสามอย่างนี้ในสัปดาห์แรก: กันกลุ่มคำหางานและคำของฟรีไว้ตั้งแต่วันเปิดแคมเปญ เปิด Search Terms Report ทุกวันจันทร์ และจดคำที่ตัดออกไว้ในไฟล์เดียวเพื่อเอาไปทำเป็น shared list ทีหลัง เท่านี้ก็ลดคลิกที่ไม่เกี่ยวข้องไปได้มากแล้ว
ถ้าคุณจ้างเอเจนซี่หรือฟรีแลนซ์ดูแลแคมเปญอยู่ ให้ขอดู Search Terms Report กับลิสต์ negative keyword ของแคมเปญตัวเองสักครั้ง เพราะสองอย่างนี้บอกได้ตรงที่สุดว่ามีคนดูแลงบของคุณอยู่จริงหรือเปล่า ทาง SEONo1 รับดูแลแคมเปญ Google Ads ควบคู่กับงาน SEO อยู่แล้ว หากอยากให้ช่วยรีวิวโครงสร้างแคมเปญและคำค้นที่กินงบ ดูขอบเขตงานและแพ็กเกจได้ก่อนตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อย
01negative keyword ต่างจาก keyword ปกติยังไง+
keyword ปกติใส่เพื่อเปิดให้โฆษณาแสดงเมื่อมีคนค้นคำนั้นหรือคำใกล้เคียง ส่วน negative keyword ใส่เพื่อกันไม่ให้โฆษณาแสดงกับคำค้นนั้น อีกความต่างสำคัญคือฝั่ง negative ไม่ขยายไปหาคำพ้อง คำสะกดผิด หรือเอกพจน์-พหูพจน์ให้อัตโนมัติ ต้องเติมทุกรูปแบบเอง
02ตั้ง negative keyword แล้วโฆษณาจะหยุดขึ้นทันทีไหม+
โดยทั่วไปมีผลกับคำค้นใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น แต่ตัวเลขในรายงานที่เกิดขึ้นก่อนหน้าจะยังอยู่เหมือนเดิม จึงควรเทียบผลจากข้อมูลหลังวันที่ตั้ง ไม่ใช่ดูยอดรวมทั้งเดือนแล้วสรุปว่าไม่ได้ผล
03ควรตั้ง negative keyword กี่คำถึงจะพอ+
ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นกับว่าธุรกิจคุณมีคำค้นข้างเคียงเยอะแค่ไหน ธุรกิจเฉพาะทางอาจใช้ไม่กี่สิบคำก็พอ ส่วนธุรกิจที่ชื่อสินค้าไปพ้องกับคำทั่วไปอาจต้องใช้หลักร้อย ให้ยึดจาก Search Terms Report เป็นหลักว่ายังมีคำที่ไม่เกี่ยวหลุดเข้ามาอยู่หรือไม่ ไม่ใช่ยึดจำนวนคำ
04ตั้ง negative keyword มากเกินไปมีผลเสียไหม+
มี ถ้าตั้งกว้างเกินหรือใช้ negative broad กับคำที่มีโอกาสอยู่ในคำค้นดี จะบล็อกทราฟฟิกคุณภาพทิ้งโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน สิ่งที่คุณจะเห็นคือ impression ลดลงเฉยๆ จึงควรเริ่มจาก exact หรือ phrase ก่อน แล้วค่อยขยายเมื่อมั่นใจ
05ถ้าคีย์เวิร์ดที่ประมูลไว้ไม่มี impression เลย เกี่ยวกับ negative keyword ไหม+
เป็นไปได้สูง เพราะเมื่อ negative keyword ชนกับคีย์เวิร์ดบวก ฝั่ง negative จะชนะเสมอ ให้ไล่เช็คทั้งระดับ ad group, campaign และ shared list ที่ผูกกับแคมเปญนั้น ว่ามีคำใดกันทับคีย์เวิร์ดหลักอยู่หรือไม่ ก่อนจะสรุปว่าเป็นเรื่องราคาประมูลหรือคู่แข่ง

