Anchor text คือข้อความที่ถูกครอบด้วยลิงก์ ส่วนที่ผู้อ่านเห็นเป็นตัวอักษรสีต่างจากเนื้อความและกดได้ หน้าที่ของมันมีสองด้านพร้อมกัน คือบอกคนอ่านว่าคลิกแล้วจะเจออะไร และบอกเสิร์ชเอนจินว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับเรื่องอะไร ด้านหลังนี่เองที่ทำให้ anchor text กลายเป็นจุดที่คนทำ SEO เข้าไปยุ่งมากเกินพอดีจนเกิดปัญหา
ตรรกะที่ทำให้คนพลาดตรงนี้ฟังดูสมเหตุสมผลมาก ถ้าข้อความในลิงก์ช่วยบอกหัวข้อของปลายทางได้ การใส่คีย์เวิร์ดเป้าหมายลงไปทุกลิงก์ก็น่าจะได้ผลมากกว่า แต่ในความเป็นจริงโปรไฟล์ลิงก์ของเว็บที่คนอื่นอ้างอิงโดยธรรมชาติจะไม่มีวันหน้าตาเป็นแบบนั้น คนทั่วไปลิงก์มาหาเราด้วยชื่อแบรนด์ ด้วย URL ดิบๆ หรือด้วยประโยคในบริบทของเขาเอง ไม่ใช่ด้วยคีย์เวิร์ดที่เราอยากติดอันดับ anchor text ที่ดีจึงคือคำที่บอกคนอ่านตรงๆ ว่าคลิกแล้วจะเจออะไร ไม่ใช่คำที่ยัดคีย์เวิร์ดให้ครบ
บทความนี้แยกให้ชัดว่า anchor text มีกี่ประเภทและแต่ละแบบเสี่ยงต่างกันยังไง สัดส่วนที่วงการ SEO แนะนำกันเป็นเท่าไรและทำไมมันไม่ใช่กฎของ Google ลิงก์ภายในกับลิงก์จากเว็บนอกต่างกันตรงไหนจนใช้มาตรฐานเดียวกันไม่ได้ วิธีเช็คสัดส่วนของเว็บตัวเอง และสัญญาณเตือนว่าโปรไฟล์ลิงก์เริ่มมีปัญหาแล้วต้องทำอะไรต่อ
Anchor Text คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับ SEO
Anchor text คือข้อความที่มองเห็นได้ของลิงก์ ในโค้ด HTML คือข้อความที่อยู่ระหว่างแท็กเปิดและแท็กปิดของ a ส่วน URL ปลายทางซ่อนอยู่ในแอตทริบิวต์ href ที่ผู้อ่านไม่เห็น ความสำคัญของมันต่อ SEO คือมันเป็นคำอธิบายสั้นๆ ที่เว็บหนึ่งใช้บรรยายอีกหน้าหนึ่ง จึงเป็นหลักฐานประกอบว่าหน้าปลายทางพูดเรื่องอะไร
แนวคิดนี้อยู่กับเสิร์ชเอนจินมาตั้งแต่ยุคแรก เพราะมันแก้ปัญหาที่สำคัญมากได้ในทางหนึ่ง คือเสิร์ชเอนจินอ่านเนื้อหาในหน้าได้ก็จริง แต่เนื้อหานั้นเจ้าของหน้าเขียนเองทั้งหมด ส่วน anchor text จากเว็บอื่นคือคำอธิบายที่คนนอกเป็นคนเขียน จึงถูกมองว่าเป็นหลักฐานอีกชั้นที่เจ้าของหน้าปลอมได้ยากกว่า
แต่คำว่า ปลอมได้ยากกว่า ไม่เท่ากับปลอมไม่ได้ และตรงนี้คือต้นเรื่องทั้งหมดของบทความนี้ เมื่อวงการ SEO รู้ว่า anchor text ส่งน้ำหนักได้จริง การซื้อลิงก์พร้อมกำหนดข้อความเองก็กลายเป็นเทคนิคยอดนิยมอยู่หลายปี จนกระทั่ง Google ออกระบบมาจัดการกับรูปแบบที่ผิดธรรมชาติโดยเฉพาะ ซึ่งทำให้วิธีที่เคยได้ผลกลายเป็นความเสี่ยงแทน
- บอกผู้อ่านว่าลิงก์นี้พาไปไหน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจคลิกโดยตรง
- ช่วยเสิร์ชเอนจินเข้าใจหัวข้อของหน้าปลายทางเพิ่มจากเนื้อหาในหน้านั้นเอง
- เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าถึงเนื้อหา โปรแกรมอ่านหน้าจอจะอ่านข้อความลิงก์ให้ผู้ใช้ฟัง ลิงก์ที่เขียนว่า คลิกที่นี่ จึงไม่มีความหมายสำหรับผู้ใช้กลุ่มนี้
- เป็นสัญญาณที่ถูกนำไปใช้ทั้งกับลิงก์ภายในเว็บของเราเองและลิงก์ที่เว็บอื่นชี้เข้ามา
Anchor Text มีกี่ประเภท แต่ละแบบใช้ต่างกันยังไง
ในทางปฏิบัติแบ่งกันเป็น 6 ประเภทหลัก คือ exact match, partial match, branded, naked URL, generic และ image anchor แต่ละแบบให้น้ำหนักเชิงคีย์เวิร์ดกับความเสี่ยงสวนทางกันเสมอ ยิ่งตรงคีย์เวิร์ดยิ่งดูจงใจ ยิ่งดูจงใจก็ยิ่งเสี่ยงเมื่อทำซ้ำเป็นจำนวนมาก
จุดที่ต้องเข้าใจก่อนดูตารางคือไม่มีประเภทไหนผิดในตัวมันเอง เว็บที่สุขภาพดีมีครบทุกแบบปนกัน เพราะแต่ละคนที่ลิงก์มาหาเรามีเหตุผลและสำนวนต่างกัน ปัญหาเกิดตอนที่สัดส่วนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากผิดปกติ ไม่ได้เกิดจากการมีประเภทใดประเภทหนึ่งอยู่
สังเกตว่า generic anchor อย่าง อ่านเพิ่มเติม หรือ คลิกที่นี่ ถูกจัดว่าปลอดภัยที่สุดในแง่สแปม แต่ก็แทบไม่ส่งสัญญาณเรื่องหัวข้อเลย ขณะที่ exact match ส่งสัญญาณแรงที่สุดแต่เป็นรูปแบบที่ระบบต่อต้านสแปมจับตามากที่สุดเช่นกัน การเลือกจึงเป็นการชั่งน้ำหนักเสมอ ไม่ใช่การหาแบบที่ดีที่สุดแบบเดียว
- Exact match คือข้อความลิงก์ที่ตรงกับคีย์เวิร์ดเป้าหมายเป๊ะ ไม่มีคำอื่นปน
- Partial match คือมีคำเป้าหมายอยู่ในนั้นแต่มีคำอื่นประกอบ อ่านแล้วเป็นภาษาคนมากกว่า
- Branded คือชื่อแบรนด์หรือชื่อเว็บ อาจมีคำต่อท้ายเช่น ทีมงาน หรือ บล็อกของ ก็ยังนับเป็น branded
- Naked URL คือการวาง URL ลงไปตรงๆ เป็นข้อความลิงก์
- Generic คือคำกลางๆ ที่ใช้กับลิงก์อะไรก็ได้ ไม่ผูกกับหัวข้อปลายทาง
- Image anchor คือลิงก์ที่ครอบรูป ซึ่งระบบจะใช้ alt text แทนข้อความลิงก์
| ประเภท | ตัวอย่าง | ระดับความเสี่ยง | ใช้ตอนไหน |
|---|---|---|---|
| Exact match | รับทำ SEO | สูงที่สุด | ใช้ได้กับลิงก์ภายในที่คุมเองและบริบทตรงจริงๆ ส่วนฝั่ง backlink ควรมีน้อยและต้องมาแบบธรรมชาติ |
| Partial match | วิธีเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่ไว้ใจได้ | ปานกลาง | ใช้เป็นตัวหลักได้ในเนื้อหา เพราะยังบอกหัวข้อชัดแต่อ่านแล้วเป็นประโยคจริง |
| Branded | SEONo1 | ต่ำที่สุด | ควรเป็นสัดส่วนใหญ่ของโปรไฟล์ลิงก์ เป็นแบบที่คนอ้างอิงถึงกันจริงมากที่สุด |
| Naked URL | https://seono1.co.th | ต่ำ | พบบ่อยในฟอรั่ม คอมเมนต์ และหน้าอ้างอิงแหล่งที่มา เป็นสัญญาณธรรมชาติที่ดี |
| Generic | อ่านเพิ่มเติม, คลิกที่นี่, ดูรายละเอียด | ต่ำ แต่ไม่ส่งสัญญาณหัวข้อ | ใช้ได้เป็นบางจุด แต่ไม่ควรเป็นรูปแบบหลักของลิงก์ภายใน เพราะเสียโอกาสอธิบายปลายทาง |
| Image anchor | รูปที่ครอบลิงก์ไว้ โดยระบบอ่าน alt text เป็นข้อความแทน | ขึ้นกับข้อความใน alt | ใช้กับแบนเนอร์หรือภาพประกอบที่กดได้ ต้องเขียน alt ให้บรรยายภาพจริง ไม่ใช่ยัดคีย์เวิร์ด |
Anchor Text Ratio เท่าไหร่ถึงเรียกว่าปลอดภัย
คำตอบตรงๆ คือ ไม่มีตัวเลขทางการจาก Google และไม่เคยมี สิ่งที่วงการ SEO ใช้กันคือช่วงตัวเลขที่ได้จากการสังเกตโปรไฟล์ลิงก์ของเว็บจำนวนมากแล้วสรุปเป็นแนวปฏิบัติ ไม่ใช่เกณฑ์ที่ Google ประกาศว่าเกินเท่าไรแล้วจะถูกลงโทษ ควรใช้เป็นกรอบเตือนสติว่าโปรไฟล์เริ่มเอียงหรือยัง ไม่ใช่เป้าที่ต้องไล่ปรับให้ตรงเลข
แนวทางที่มักถูกอ้างถึงกันบ่อยในวงการคือ exact match ไม่ควรเกินราว 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของโปรไฟล์ลิงก์ทั้งหมด ส่วน branded รวมกับ naked URL ควรเป็นสัดส่วนใหญ่ราว 40 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และสัญญาณที่ถือว่าน่ากังวลชัดคือ exact match เกิน 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเมื่อลิงก์เหล่านั้นมาจากแหล่งประเภทเดียวกันแบบผิดธรรมชาติ
เหตุผลที่ตัวเลขเหล่านี้พอมีเหตุผลรองรับไม่ใช่เพราะมันเป็นกฎ แต่เพราะมันสะท้อนพฤติกรรมของคนจริง ถ้าลองนึกว่าใครจะลิงก์มาหาเว็บเราบ้างและเขาจะเขียนว่าอะไร คำตอบส่วนใหญ่คือชื่อแบรนด์ ชื่อบทความ หรือ URL ไม่ใช่คีย์เวิร์ดการค้าที่เราอยากติดอันดับ anchor text ratio ที่ดูแปลกจึงเป็นเพียงอาการ ไม่ใช่โรค โรคจริงคือวิธีได้ลิงก์มา
- Branded และ naked URL รวมกันควรเป็นกลุ่มใหญ่สุด เพราะเป็นวิธีที่คนอ้างอิงถึงเว็บกันตามธรรมชาติ
- Partial match เป็นกลุ่มรองที่รับได้ เพราะเกิดขึ้นเองเวลาคนลิงก์ด้วยชื่อบทความหรือประโยคในบริบท
- Exact match ควรเป็นกลุ่มเล็ก แนวทางที่วงการแนะนำอยู่ราว 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์
- Generic มีปนได้ตามปกติ ไม่ต้องกังวลและไม่ต้องไปไล่แก้
- ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นแนวปฏิบัติของวงการ ไม่ใช่เกณฑ์ที่ Google ประกาศ อย่าใช้เป็นคำสัญญาว่าทำตามแล้วจะปลอดภัยแน่นอน
Over-optimization คืออะไร ทำไม Google มองว่าเป็นสแปม
Over-optimization ในบริบทนี้คือการทำให้สัญญาณ anchor text ดูจงใจเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นเองได้ เช่น มีลิงก์จากเว็บหลายสิบแห่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่ทุกแห่งกลับเลือกใช้ข้อความเดียวกันเป๊ะซึ่งบังเอิญเป็นคีย์เวิร์ดการค้าพอดี รูปแบบแบบนี้อธิบายด้วยความบังเอิญไม่ได้ และนั่นคือสิ่งที่ระบบมองหา
จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้คืออัลกอริทึม Penguin ที่ Google ปล่อยครั้งแรกในปี 2012 เพื่อจัดการกับโปรไฟล์ลิงก์ที่ถูกปั่น และตั้งแต่ปี 2016 มันถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอัลกอริทึมหลักที่ทำงานต่อเนื่อง ไม่ได้รออัปเดตเป็นรอบเหมือนเดิม ปัจจุบันเรื่องนี้ถูกครอบด้วยนโยบายต่อต้านสแปมที่พูดถึง link scheme หรือการสร้างลิงก์เพื่อปั่นอันดับโดยตรง
ประเด็นที่มักเข้าใจผิดคือคนมักคิดว่าปัญหาอยู่ที่ตัวคำ จึงพยายามแก้ด้วยการเปลี่ยนข้อความลิงก์ให้หลากหลายขึ้นแล้วคิดว่าจบ แต่ สิ่งที่ระบบเล็งคือเจตนาปั่นและรูปแบบการได้มาของลิงก์ ไม่ใช่ตัวคำที่ใช้ ลิงก์ที่ซื้อมาเป็นแพ็กเกจก็ยังเป็นลิงก์ที่ซื้อมาอยู่ดี ต่อให้กระจายข้อความให้ดูเนียนแค่ไหนก็ตาม ประเด็นเรื่องคุณภาพและที่มาของลิงก์อ่านต่อได้ที่ backlink คุณภาพดูยังไง ซื้อ backlink เสี่ยงโดนโทษไหม
- ลิงก์จำนวนมากใช้ข้อความ exact match เหมือนกันเป๊ะจากเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
- ลิงก์มาจากเครือข่ายเว็บที่สร้างขึ้นเพื่อทำลิงก์โดยเฉพาะ หรือที่เรียกกันว่า PBN
- บทความรับจ้างเขียนจำนวนมากที่ถูกยัดลิงก์คีย์เวิร์ดไว้กลางเนื้อหาโดยไม่มีบริบทรองรับ
- ไดเรกทอรีหรือหน้ารวมลิงก์คุณภาพต่ำที่ลงข้อความลิงก์ชุดเดียวกันซ้ำๆ
- ลิงก์ที่โผล่มาพร้อมกันจำนวนมากในเวลาสั้นๆ โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรรองรับ เช่น ไม่มีข่าว ไม่มีแคมเปญ ไม่มีเนื้อหาใหม่
Penalty แบบอัลกอริทึม กับ manual action ต่างกันยังไง
แบบแรกคือการที่ระบบประเมินโปรไฟล์ลิงก์แล้วลดน้ำหนักหรือไม่นับลิงก์ที่เข้าข่ายให้เอง ไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ อาการที่เห็นคืออันดับค่อยๆ ถอยหรือไม่ขยับทั้งที่ทำทุกอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นแบบที่วินิจฉัยยากที่สุดเพราะไม่มีหลักฐานยืนยันจากฝั่ง Google เลย
แบบที่สองคือ manual action ซึ่งเกิดจากทีมงานตรวจสอบโดยมนุษย์ กรณีนี้จะมีข้อความแจ้งเตือนใน Search Console ระบุประเภทปัญหาชัดเจน เช่น Unnatural links to your site และต้องแก้แล้วยื่นขอพิจารณาใหม่จึงจะปลด วิธีตรวจสอบว่าเว็บเข้าข่ายแบบไหนอยู่ในบทความ วิธีเช็คว่าเว็บโดน Google Penalty หรือเปล่า
Backlink Anchor Text กับ Internal Link Anchor Text ต่างกันตรงไหน
ต่างกันที่ว่าใครเป็นคนเขียนข้อความนั้น และนั่นเปลี่ยนมาตรฐานความปลอดภัยไปทั้งหมด ลิงก์ภายในเว็บเราเขียนเองได้เต็มร้อยและไม่เข้าข่าย link scheme ส่วนลิงก์จากเว็บนอกคือจุดที่ถูกซื้อและแลกกันได้ จึงเป็นจุดที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ เกณฑ์เรื่องสัดส่วน exact match ที่พูดถึงกันทั้งหมดจึงหมายถึงฝั่ง backlink เป็นหลัก
แปลว่าถ้าเว็บของคุณใช้ข้อความลิงก์ภายในว่า บริการรับทำ SEO ชี้ไปหน้าบริการ SEO นั่นไม่ใช่ความเสี่ยง มันคือการอธิบายปลายทางให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำด้วยซ้ำ ข้อจำกัดของลิงก์ภายในไม่ใช่เรื่องโดนลงโทษ แต่เป็นเรื่องความอ่านง่ายและความสมเหตุสมผลของเนื้อหา ถ้ายัดคีย์เวิร์ดเดียวกันซ้ำในทุกย่อหน้าจนอ่านแล้วสะดุด คนอ่านจะเลิกอ่านก่อนที่จะมีปัญหากับเสิร์ชเอนจิน
ส่วนฝั่ง backlink เราคุมได้แค่บางส่วน คือส่วนที่เราไปขอหรือไปร่วมงานกับคนอื่นเอง ที่เหลือคือคนอื่นเลือกเขียนเอง ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะความหลากหลายที่เกิดขึ้นเองคือสิ่งที่ทำให้โปรไฟล์ดูเป็นธรรมชาติ ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยคือการไปกำหนดข้อความลิงก์ให้ทุกเว็บที่ร่วมงานด้วยเป็นคีย์เวิร์ดเดียวกันหมด ซึ่งเท่ากับทำลายความหลากหลายนั้นด้วยมือตัวเอง
- ลิงก์ภายในควรอธิบายปลายทางให้ตรง ไม่ต้องกลัวการใช้คีย์เวิร์ดถ้าบริบทเหมาะสม
- อย่าใช้ข้อความลิงก์ภายในเหมือนกันเป๊ะชี้ไปคนละหน้า เพราะจะทำให้สับสนว่าหน้าไหนเป็นเจ้าของหัวข้อ
- อย่ากำหนดข้อความลิงก์ให้ทุกเว็บที่ร่วมงานด้วยเป็นคำเดียวกัน ปล่อยให้เขาเขียนตามบริบทของเขา
- หลักการวางลิงก์ภายในทั้งระบบอ่านต่อได้ที่ Internal Link คืออะไร ทำยังไงให้ช่วย SEO
| ประเด็น | Internal link anchor | Backlink anchor |
|---|---|---|
| ใครเขียนข้อความ | เราเขียนเองทั้งหมด | เจ้าของเว็บอื่นเขียน หรือเราขอไว้บางส่วน |
| ใช้ exact match ได้แค่ไหน | ใช้ได้อิสระกว่ามาก ถ้าบริบทตรงและอ่านลื่น | ควรมีน้อยและกระจาย ไม่ควรกำหนดเหมือนกันทุกแห่ง |
| เข้าข่าย link scheme ไหม | ไม่เข้าข่าย เพราะเป็นโครงสร้างเว็บของตัวเอง | เข้าข่ายได้ ถ้ามาจากการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเพื่อปั่นอันดับ |
| ความเสี่ยงหลัก | อ่านไม่ลื่น ผู้ใช้สับสน โครงสร้างลิงก์รก | ถูกลดน้ำหนักหรือโดน manual action |
| เป้าหมายหลักของการใช้ | กระจายน้ำหนักภายในและอธิบายปลายทางให้ชัด | สร้างความน่าเชื่อถือจากแหล่งภายนอกที่เกี่ยวข้องจริง |
เช็ค Anchor Text Ratio ของเว็บตัวเองยังไง
หลักการเหมือนกันทุกเครื่องมือ คือดึงรายการ anchor text ของลิงก์ที่ชี้เข้าเว็บออกมา จัดกลุ่มเป็น 6 ประเภทตามตารางข้างบน แล้วคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับจำนวนลิงก์ทั้งหมด สิ่งที่ต่างกันคือความครบถ้วนของข้อมูลและความสะดวกในการส่งออก
แนะนำให้เริ่มจาก Search Console ก่อนเสมอเพราะเป็นข้อมูลจากฝั่ง Google เองและใช้ฟรี แล้วค่อยเสริมด้วยเครื่องมือเสียเงินถ้าต้องการรายละเอียดมากกว่านั้น อีกเรื่องที่ควรทำคือดูย้อนหลังด้วย ไม่ใช่ดูแค่ภาพวันนี้ เพราะสิ่งที่บอกปัญหาได้ดีที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงแบบกระโดด เช่น สัดส่วน exact match ที่พุ่งขึ้นในเดือนใดเดือนหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลรองรับ
ข้อควรระวังตอนตีความคือ อย่าเอาสัดส่วนไปเทียบกับตัวเลขในบทความต่างประเทศแบบตรงๆ เว็บที่แบรนด์แข็งอยู่แล้วจะมี branded anchor สูงมากโดยธรรมชาติ ขณะที่เว็บใหม่ที่ยังไม่มีคนรู้จักจะมีสัดส่วนคนละแบบ สิ่งที่ควรดูคือแนวโน้มของเว็บตัวเองเทียบกับตัวเองเมื่อหลายเดือนก่อน
Google Search Console
เปิดเมนู Links แล้วดูหัวข้อ Top linking text จะเห็นข้อความลิงก์ที่พบบ่อยที่สุดพร้อมจำนวน ข้อดีคือฟรี เป็นข้อมูลจากฝั่ง Google โดยตรง และไม่ต้องเชื่อการประมาณของเครื่องมือภายนอก
ข้อจำกัดคือรายงานนี้แสดงเฉพาะรายการอันดับต้นๆ ไม่ใช่ทั้งหมด และไม่ได้คำนวณสัดส่วนให้ จึงเหมาะกับการดูว่ามีข้อความไหนเด่นผิดปกติหรือเปล่ามากกว่าใช้คำนวณเปอร์เซ็นต์แบบละเอียด ถ้ายังไม่คุ้นกับเครื่องมือนี้ อ่านวิธีใช้แบบครบได้ที่ คู่มือใช้ Google Search Console
Ahrefs
เข้า Site Explorer ใส่โดเมน แล้วไปที่เมนู Backlinks และเลือกหัวข้อ Anchors จะได้รายการข้อความลิงก์ทั้งหมดพร้อมจำนวนโดเมนอ้างอิงและจำนวนลิงก์ของแต่ละข้อความ
จุดที่มีประโยชน์มากคือส่งออกเป็นไฟล์ได้ทั้งชุด ทำให้เอาไปจัดกลุ่มในสเปรดชีตแล้วคำนวณสัดส่วนจริงได้ และยังกดเข้าไปดูได้ว่าข้อความแต่ละอันมาจากหน้าไหนบ้าง ซึ่งจำเป็นตอนต้องตัดสินใจว่าลิงก์กลุ่มไหนน่ากังวล
Semrush
ใช้เครื่องมือ Backlink Analytics ใส่โดเมน แล้วเปิดแท็บ Anchors จะเห็นข้อความลิงก์เรียงตามจำนวน พร้อมดูย้อนหลังได้ว่าข้อความไหนเพิ่งเพิ่มขึ้นมาในช่วงไหน
ฟีเจอร์ที่ควรใช้คู่กันคือ Backlink Audit ซึ่งช่วยจัดกลุ่มลิงก์ที่ดูน่าสงสัยให้ แต่ต้องย้ำว่าคะแนนความเป็นพิษที่เครื่องมือให้เป็นการประเมินของผู้ผลิตเครื่องมือเอง ไม่ใช่มุมมองของ Google อย่าใช้เป็นเหตุผลเดียวในการตัดสินใจ
วิธีคำนวณสัดส่วนหลังส่งออกข้อมูล
เปิดไฟล์ที่ส่งออกมาในสเปรดชีต เพิ่มคอลัมน์ใหม่ชื่อ ประเภท แล้วไล่จัดกลุ่มแต่ละแถวเป็น branded, exact, partial, generic, naked หรือ image จากนั้นใช้ฟังก์ชันนับจำนวนตามประเภทแล้วหารด้วยจำนวนลิงก์ทั้งหมดเพื่อได้เปอร์เซ็นต์
คำแนะนำคือให้นับตามจำนวนโดเมนที่อ้างอิงด้วย ไม่ใช่นับเฉพาะจำนวนลิงก์ เพราะเว็บเดียวที่ใส่ลิงก์เดิมไว้ทุกหน้าอาจทำให้ตัวเลขบิดเบือนจนดูน่ากลัวเกินจริง การดูทั้งสองมุมจะเห็นภาพที่ตรงกว่า
เขียน Anchor Text ให้เป็นธรรมชาติ ต้องทำยังไง
หลักที่ใช้ได้กับทุกกรณีมีข้อเดียว คือ เขียนให้คนอ่านเข้าใจก่อนว่าคลิกแล้วจะเจออะไร แล้วค่อยดูว่าคีย์เวิร์ดบังเอิญอยู่ในนั้นหรือเปล่า ไม่ใช่เริ่มจากคีย์เวิร์ดแล้วหาทางยัดลงประโยค ถ้าอ่านออกเสียงแล้วรู้สึกว่าประโยคนี้ไม่มีใครพูดกันจริง แปลว่ากำลังเขียนให้เครื่องอ่าน ไม่ใช่เขียนให้คนอ่าน
วิธีตรวจง่ายๆ อีกอย่างคือลองถอดลิงก์ออกจากประโยคแล้วอ่านใหม่ ถ้าประโยคยังสมบูรณ์และสื่อความได้เหมือนเดิม แปลว่าข้อความลิงก์นั้นกลมกลืนไปกับเนื้อหาจริง แต่ถ้าถอดลิงก์ออกแล้วประโยคอ่านแปลกๆ หรือมีคำที่โผล่มาโดยไม่จำเป็น นั่นคือสัญญาณว่าเรายัดคำเข้าไปเพื่อทำลิงก์โดยเฉพาะ
ความยาวก็มีผล ข้อความลิงก์ที่สั้นเกินไปอย่างคำเดียวมักไม่พอบอกบริบท ขณะที่ยาวเกินไปจนครอบทั้งย่อหน้าจะทำให้สัญญาณเจือจางและอ่านยาก ช่วงที่ใช้งานได้ดีในทางปฏิบัติคือประมาณ 3 ถึง 8 คำ ซึ่งพอดีกับการเป็นวลีที่อธิบายปลายทางได้จบในตัว
- ดี — เลือกอ่าน วิธีเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่ดูจากผลงานจริง แทนที่จะเขียนว่า รับทำ SEO เฉยๆ ทุกจุด
- ดี — ใช้ชื่อบทความหรือชื่อหน้าเป็นข้อความลิงก์ตรงๆ เพราะบอกปลายทางชัดและเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
- ดี — สลับรูปประโยคในแต่ละที่ที่ลิงก์ไปหน้าเดียวกัน ไม่ต้องใช้คำเดิมซ้ำทุกครั้ง
- ควรเลี่ยง — ใช้ข้อความ exact match เดิมซ้ำทุกลิงก์ที่ชี้ไปหน้าเดียวกันทั้งเว็บ
- ควรเลี่ยง — ยัดลิงก์คีย์เวิร์ดติดกันหลายจุดในย่อหน้าเดียว
- ควรเลี่ยง — เขียน alt text ของภาพที่ครอบลิงก์เป็นคีย์เวิร์ดล้วนแทนการบรรยายภาพจริง
- ควรเลี่ยง — ใช้ คลิกที่นี่ เป็นรูปแบบหลักของลิงก์ภายใน เพราะเสียทั้งบริบทและการเข้าถึง
ตัวอย่างการปรับประโยคจริง
สมมติต้องการลิงก์ไปหน้าบริการตรวจสุขภาพเว็บ แบบที่ยัดคีย์เวิร์ดจะเขียนว่า ถ้าอยากรู้ปัญหาเว็บ ดูที่ รับทำ SEO ตรวจเว็บ ราคาถูก ซึ่งอ่านแล้วสะดุดและไม่ใช่ประโยคที่คนพูดกันจริง
แบบที่เป็นธรรมชาติกว่าคือ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเว็บติดปัญหาตรงไหน เริ่มจากการตรวจสุขภาพเว็บเชิงเทคนิคก่อนได้ โดยครอบลิงก์ไว้ที่วลี ตรวจสุขภาพเว็บเชิงเทคนิค ผลคือยังบอกหัวข้อปลายทางครบ อ่านลื่น และไม่ได้เป็น exact match ของคีย์เวิร์ดการค้า
สัญญาณเตือนว่าอาจโดน Anchor Text Penalty และวิธีแก้
สัญญาณที่ชัดที่สุดคือข้อความแจ้งเตือน manual action ใน Search Console เพราะนั่นคือการยืนยันตรงๆ ว่ามีปัญหาเรื่องลิงก์ ส่วนกรณีที่ไม่มีข้อความแจ้งเตือนจะวินิจฉัยยากกว่ามาก ต้องดูจากรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของอันดับประกอบกับประวัติการทำลิงก์ ไม่ใช่สรุปจากอันดับที่ตกอย่างเดียว
ก่อนจะสรุปว่าเป็นปัญหา anchor text ควรตัดสาเหตุอื่นออกให้หมดก่อน เพราะอันดับตกมีได้หลายสาเหตุที่พบบ่อยกว่ามาก เช่น core update ปัญหาเชิงเทคนิค การแข่งขันที่เปลี่ยนไป หรือเนื้อหาที่เก่าจนไม่ตอบโจทย์แล้ว การไปรื้อโปรไฟล์ลิงก์ทั้งที่ต้นเหตุอยู่ที่อื่นคือการเสียเวลาและอาจทำให้เสียลิงก์ดีไปด้วย
ถ้าตรวจแล้วพบว่าปัญหาอยู่ที่ลิงก์จริง ลำดับการแก้ที่ถูกคือเริ่มจากการหยุดสิ่งที่ทำอยู่ก่อน แล้วค่อยไล่จัดการลิงก์ที่มีปัญหา และ อย่ารีบ disavow ทั้งกระดานเพราะกลัว การปฏิเสธลิงก์เป็นเครื่องมือที่ Google เองแนะนำให้ใช้เฉพาะกรณีที่มั่นใจว่าลิงก์นั้นเป็นอันตรายและติดต่อให้เอาออกไม่ได้แล้วเท่านั้น ถ้าใส่มั่วอาจตัดลิงก์ที่ช่วยอยู่ทิ้งไปโดยไม่รู้ตัว
- มีข้อความ manual action ใน Search Console โดยเฉพาะประเภทที่พูดถึงลิงก์ผิดธรรมชาติ
- อันดับของคีย์เวิร์ดที่เคยทุ่มทำลิงก์ตกเฉพาะกลุ่มนั้น ขณะที่คีย์เวิร์ดอื่นในเว็บยังปกติ
- สัดส่วน exact match สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับ branded และ naked URL
- จำนวนลิงก์เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วงสั้นๆ โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรรองรับ
- ลิงก์จำนวนมากมาจากเว็บที่เนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเราเลย หรือมาจากกลุ่มเว็บที่ดูเป็นชุดเดียวกัน
ลำดับการแก้ที่ควรทำ
ขั้นแรกหยุดกิจกรรมสร้างลิงก์ที่เป็นต้นเหตุก่อนทั้งหมด ถ้ายังจ่ายค่าแพ็กเกจลิงก์รายเดือนอยู่ต้องหยุดก่อน ไม่อย่างนั้นแก้ไปเท่าไรก็มีของใหม่เข้ามาเติม จากนั้นส่งออกรายการลิงก์ทั้งหมดมาไล่ดูทีละกลุ่ม แยกว่ากลุ่มไหนคือลิงก์ที่ได้มาตามปกติและกลุ่มไหนคือลิงก์ที่สร้างขึ้นมา
ขั้นต่อมาคือพยายามให้ลิงก์ที่มีปัญหาถูกนำออกจากต้นทางจริงก่อน โดยติดต่อเจ้าของเว็บและเก็บหลักฐานการติดต่อไว้ ส่วนที่ติดต่อไม่ได้หรือเจ้าของไม่ยอมเอาออกจึงค่อยใส่ในไฟล์ disavow โดยแนะนำให้ปฏิเสธเป็นระดับโดเมนเมื่อทั้งโดเมนมีปัญหา และถ้าเป็นกรณี manual action ต้องยื่นขอพิจารณาใหม่พร้อมอธิบายว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง
สิ่งที่ต้องเตรียมใจคือเรื่องเวลา การฟื้นตัวจากปัญหาลิงก์ไม่ได้เกิดทันทีหลังส่งไฟล์ ต้องรอให้ระบบเก็บข้อมูลรอบใหม่และประเมินใหม่ ซึ่งกินเวลาเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน และไม่มีใครรับประกันได้ว่าอันดับจะกลับมาที่เดิม เพราะบางส่วนของอันดับเดิมอาจมาจากลิงก์ที่เพิ่งถูกตัดทิ้งไปนั่นเอง
สรุปและก้าวต่อไป
Anchor text เป็นสัญญาณที่มีน้ำหนักจริง แต่เป็นสัญญาณที่ยิ่งพยายามควบคุมมากเท่าไรยิ่งดูผิดธรรมชาติมากเท่านั้น ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือปล่อยให้ข้อความลิงก์เกิดจากบริบทของเนื้อหา ไม่ใช่จากตารางคีย์เวิร์ดที่ตั้งเป้าไว้
สามข้อที่ควรจำติดตัวคือ หนึ่ง ตัวเลขสัดส่วนทั้งหลายเป็นแนวปฏิบัติของวงการ ไม่ใช่เกณฑ์ที่ Google ประกาศ สอง ลิงก์ภายในกับลิงก์จากเว็บนอกใช้มาตรฐานเดียวกันไม่ได้ เพราะความเสี่ยงอยู่ที่ฝั่งที่เราไปกำหนดให้คนอื่นเขียน และสาม เวลาสัดส่วนดูแปลก ให้กลับไปดูวิธีได้ลิงก์มาก่อนเสมอ เพราะสัดส่วนเป็นแค่อาการ
ถ้าไม่แน่ใจว่าโปรไฟล์ลิงก์ของเว็บตัวเองอยู่ในสภาพไหน ทีม SEONo1 รับตรวจสุขภาพเว็บเชิงเทคนิค ซึ่งรวมการดูโครงสร้างลิงก์และข้อความลิงก์ให้เป็นรายงานที่เอาไปแก้ต่อได้เป็นข้อๆ โดยเราไม่รับปากเรื่องอันดับ แต่บอกได้ว่าจุดไหนกำลังเสี่ยงและควรจัดลำดับแก้อย่างไร
คำถามที่พบบ่อย
01anchor text คืออะไร+
anchor text คือข้อความที่ถูกครอบด้วยลิงก์ เป็นส่วนที่ผู้อ่านมองเห็นและกดได้ ในโค้ด HTML คือข้อความที่อยู่ระหว่างแท็กเปิดและแท็กปิดของ a ส่วน URL ปลายทางอยู่ในแอตทริบิวต์ href ที่ผู้อ่านไม่เห็น หน้าที่ของมันคือบอกคนอ่านว่าคลิกแล้วจะเจออะไร และช่วยให้เสิร์ชเอนจินเข้าใจว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับเรื่องอะไร
02exact match anchor text ควรมีไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์+
Google ไม่เคยประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการ แนวทางที่วงการ SEO มักแนะนำกันคือ exact match ไม่ควรเกินราว 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของโปรไฟล์ลิงก์ทั้งหมด โดยกลุ่ม branded รวมกับ naked URL ควรเป็นสัดส่วนใหญ่ราว 40 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และจุดที่ถือว่าน่ากังวลคือ exact match เกิน 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเหล่านี้ใช้เป็นกรอบเตือนสติได้ แต่ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวและไม่ใช่หลักประกันว่าทำตามแล้วจะไม่มีปัญหา
03ใช้คีย์เวิร์ดเป็น anchor text ของลิงก์ภายในเว็บตัวเองอันตรายไหม+
โดยทั่วไปไม่อันตรายเท่าฝั่ง backlink เพราะลิงก์ภายในเป็นโครงสร้างเว็บของเราเองและไม่เข้าข่ายการซื้อขายลิงก์ การใช้คีย์เวิร์ดอธิบายปลายทางจึงทำได้ตราบใดที่บริบทตรงและอ่านแล้วลื่น สิ่งที่ควรเลี่ยงคือการใช้ข้อความเดิมซ้ำทุกจุดทั้งเว็บ การยัดลิงก์คีย์เวิร์ดหลายจุดในย่อหน้าเดียว และการใช้ข้อความเดียวกันชี้ไปคนละหน้าจนสับสนว่าหน้าไหนเป็นเจ้าของหัวข้อ
04เช็ค anchor text ของเว็บตัวเองได้จากที่ไหนบ้าง+
แบบฟรีใช้ Google Search Console เปิดเมนู Links แล้วดูหัวข้อ Top linking text ซึ่งเป็นข้อมูลจากฝั่ง Google เองแต่แสดงเฉพาะรายการอันดับต้นๆ ส่วนแบบละเอียดใช้ Ahrefs ที่ Site Explorer ไปที่ Backlinks แล้วเลือก Anchors หรือใช้ Semrush ที่ Backlink Analytics แล้วเปิดแท็บ Anchors ทั้งสองตัวส่งออกข้อมูลมาจัดกลุ่มในสเปรดชีตเพื่อคำนวณสัดส่วนจริงได้
05ถ้าโปรไฟล์ anchor text ดูเสี่ยง ควรรีบทำ disavow เลยไหม+
ไม่ควรรีบ ขั้นแรกคือหยุดกิจกรรมสร้างลิงก์ที่เป็นต้นเหตุก่อน แล้วไล่ดูว่าลิงก์กลุ่มไหนได้มาตามปกติและกลุ่มไหนถูกสร้างขึ้น จากนั้นพยายามติดต่อให้เจ้าของเว็บนำลิงก์ออกจากต้นทางก่อน ส่วนที่ติดต่อไม่ได้จริงๆ จึงค่อยใส่ไฟล์ disavow เพราะการปฏิเสธลิงก์แบบเหวี่ยงแหอาจตัดลิงก์ที่กำลังช่วยอยู่ทิ้งไปด้วย และการฟื้นตัวมักใช้เวลาเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือนโดยไม่มีใครรับประกันได้ว่าอันดับจะกลับมาเท่าเดิม

