internal link คือลิงก์ที่เชื่อมจากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่งภายในเว็บไซต์เดียวกัน มีผลต่อ SEO ใน 3 ทางหลัก: ช่วยให้ Google ค้นพบหน้าใหม่ผ่านการ crawl ตามลิงก์, ส่งต่อความสำคัญ (link equity) ระหว่างหน้า และช่วยให้ทั้งผู้ใช้กับ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ วิธีทำที่ถูกต้องคือวางโครงสร้างเนื้อหาเป็นลำดับชั้น ใส่ลิงก์ตามบริบทประมาณ 3-5 จุดต่อบทความ ใช้ anchor text ที่สั้นและสื่อความหมาย และหมั่นตรวจไม่ให้มีหน้าไร้ลิงก์ (orphan page) หรือลิงก์เสียค้างอยู่ในเว็บ
หลายคนทุ่มเวลาไปกับการหา backlink จากเว็บนอก แต่มองข้ามลิงก์ภายในที่ควบคุมได้เอง 100% ทั้งที่ John Mueller จาก Google เคยพูดตรงๆ ว่า internal linking นั้น "super critical for SEO" บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่นิยาม ความต่างจาก external link และ backlink กลไกที่มันช่วยอันดับ ตัวเลขจำนวนลิงก์ที่มีหลักฐานอ้างอิง วิธีเลือก anchor text ตามแนวทาง Google ไปจนถึงเครื่องมือตรวจสอบที่ใช้ได้จริง โดยทุกตัวเลขและคำพูดมีแหล่งที่มากำกับ
Internal Link คืออะไร ต่างจาก External Link และ Backlink ตรงไหน
internal link คือลิงก์ที่ชี้จากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่งภายในโดเมนเดียวกัน เช่น ลิงก์จากบทความในบล็อกไปหน้าบริการ หรือจากหน้าหมวดหมู่ไปหน้าสินค้า ต่างจาก external link ที่ชี้ออกไปยังเว็บไซต์อื่น และต่างจาก backlink ที่เป็นลิงก์จากเว็บอื่นชี้เข้ามาหาเรา
Google Search Central อธิบายไว้ในเอกสารทางการว่า internal link ช่วยให้ทั้งผู้ใช้และ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ได้ดีขึ้น พร้อมวางหลักการสำคัญว่า ทุกหน้าที่คุณอยากให้ติดอันดับควรมีลิงก์ชี้มาจากอย่างน้อยหนึ่งหน้าอื่นบนเว็บไซต์ของคุณ — หน้าที่ไม่มีลิงก์ใดชี้ถึงเลยจะกลายเป็นหน้าที่ Google หาไม่เจอ
สามคำนี้ถูกใช้ปนกันบ่อยจนหลายคนสับสน โดยเฉพาะ internal link กับ backlink ที่คนละเรื่องกันเลย ตารางนี้สรุปความต่างแบบเห็นภาพ
| ประเภทลิงก์ | ทิศทาง | ใครควบคุมได้ | บทบาทหลักต่อ SEO |
|---|---|---|---|
| Internal link | หน้า A → หน้า B ในเว็บเดียวกัน | เจ้าของเว็บควบคุมได้ 100% | ช่วย Google ค้นพบหน้าใหม่ เข้าใจโครงสร้าง และกระจาย link equity ภายในเว็บ |
| External link | เว็บเรา → เว็บอื่น | เจ้าของเว็บควบคุมได้ 100% | อ้างอิงแหล่งข้อมูลให้ผู้อ่าน — Google แนะนำให้ใส่ nofollow/sponsored/ugc เมื่อไม่ไว้ใจปลายทางหรือเป็นลิงก์รับเงิน |
| Backlink | เว็บอื่น → เว็บเรา | ควบคุมไม่ได้โดยตรง ต้องได้รับจากเว็บอื่น | สัญญาณความน่าเชื่อถือจากภายนอก เป็นข้อมูลหนึ่งที่ระบบอย่าง PageRank ใช้ประเมินความสำคัญของหน้า |
ทำไม Internal Link ถึงเป็นของฟรีที่หลายเว็บมองข้าม
backlink ต้องอาศัยเว็บอื่นยอมลิงก์มาหาเรา แต่ internal link เราตัดสินใจเองได้ทุกจุด ทั้งจะลิงก์จากหน้าไหน ไปหน้าไหน ด้วยข้อความอะไร ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอใคร นี่คือเหตุผลที่ John Mueller จาก Google แนะนำ (ผ่าน Search Engine Journal, มี.ค. 2022) ให้มองการทำ internal link แบบมีกลยุทธ์: "you should look at it in a strategic way and think about what do you care about the most" — เลือกก่อนว่าหน้าไหนสำคัญที่สุดกับธุรกิจ แล้วออกแบบลิงก์ให้ความสำคัญไหลไปที่หน้านั้น
Internal Link ช่วย SEO ยังไง มีผลต่อการจัดอันดับจริงไหม
internal link ช่วย SEO ผ่าน 3 กลไกที่ Google อธิบายไว้เอง: ช่วยให้ Googlebot ค้นพบและ crawl หน้าใหม่, เป็นเส้นทางส่งต่อความสำคัญระหว่างหน้าตามหลักการของ PageRank และช่วยให้ Google เข้าใจว่าหน้าไหนบนเว็บสำคัญที่สุด — ไม่ใช่ปัจจัยเสริมเล็กๆ เพราะ John Mueller จาก Google พูดไว้ตรงๆ ว่า "internal linking is super critical for SEO. I think it's one of the biggest things that you can do on a website" (อ้างอิงจาก Search Engine Journal, 8 มี.ค. 2022)
กลไกแรกคือการค้นพบหน้าใหม่ (URL discovery) — เอกสาร How Search Works ของ Google อธิบายว่าหน้าใหม่จำนวนมากถูกค้นพบเมื่อ Google ดึงลิงก์จากหน้าที่รู้จักอยู่แล้วไปเจอหน้าใหม่ เช่น hub page อย่างหน้าหมวดหมู่ที่ลิงก์ไปยังบทความบล็อกที่เพิ่งเผยแพร่ พูดง่ายๆ คือถ้าบทความใหม่ของคุณไม่มีลิงก์ภายในชี้ถึง โอกาสที่ Google จะเจอก็ลดลงทันที
กลไกที่สองคือการส่งต่อความสำคัญ — Google ยืนยันว่า PageRank ยังเป็นหนึ่งใน core ranking systems ที่ใช้มาตั้งแต่ยุคก่อตั้ง โดยประเมินความสำคัญของหน้าจากลิงก์ที่ชี้เข้ามาและความน่าเชื่อถือของแหล่งที่ลิงก์มา ลิงก์ภายในจึงเป็นท่อส่งพลังจากหน้าที่แข็งแรง (เช่นหน้าแรกหรือหน้าที่มี backlink เยอะ) ไปยังหน้าที่อยากดันอันดับ
กลไกที่สามคือความเข้าใจโครงสร้าง — ประเด็นนี้ Mueller เคยตอบคำถามว่าใส่ breadcrumb structured data อย่างเดียวแทน internal link ได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ ต้องมีลิงก์ HTML จริงบนหน้าเว็บด้วย เพราะโครงสร้างลิงก์คือสิ่งที่ Google ใช้อ่านลำดับความสำคัญของเว็บ เรื่องนี้เชื่อมโยงตรงกับการวางโครงสร้างเว็บไซต์ให้ดีต่อ SEO ที่ควรออกแบบก่อนเริ่มใส่ลิงก์ นอกจากฝั่ง Google แล้ว ฝั่งผู้ใช้ก็ได้ประโยชน์ เพราะลิงก์ที่พาไปเนื้อหาเกี่ยวข้องช่วยให้คนอ่านต่อในเว็บแทนที่จะกดออก ซึ่งสัมพันธ์กับแนวทางลด bounce rate ของเว็บไซต์โดยตรง
ควรใส่ Internal Link กี่ลิงก์ต่อหน้า
คำตอบสั้น: ไม่มีลิมิตตัวเลขตายตัวจาก Google และ กฎ "ห้ามเกิน 100 ลิงก์ต่อหน้า" ถูก Google ยกเลิกไปนานแล้ว แนวปฏิบัติที่ Ahrefs แนะนำสำหรับบทความคือใส่ contextual link ในเนื้อหาประมาณ 3-5 ลิงก์ต่อบทความ (ไม่นับลิงก์เมนู navigation) โดยยึดความเกี่ยวข้องของเนื้อหาเป็นหลัก ไม่ใช่ยัดให้ครบโควตา
ที่มาของตัวเลข 100 ลิงก์คือยุคที่ระบบ index ของ Google ตัดข้อมูลที่ประมาณ 100-101 กิโลไบต์แรกของหน้า ลิงก์ที่เกินจากนั้นอาจไม่ถูกเก็บ แต่ Matt Cutts จาก Google ยืนยัน (รายงานโดย Search Engine Land) ว่าข้อจำกัดนี้ถูกยกเลิกตั้งแต่ก่อนปี 2008 เมื่อถูกถามว่าเว็บที่มีลิงก์เกิน 100 จะโดนลงโทษไหม เขาตอบว่า "no, it won't" ยกเว้นกรณีที่เว็บดูเป็นสแปมและมีลิงก์เยอะผิดปกติจริงๆ พร้อมยกตัวอย่าง Techmeme ที่หน้าแรกมีลิงก์เป็นพันแต่ไม่โดนอะไร — สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ PageRank ของหน้าจะถูกแบ่งเฉลี่ยตามจำนวนลิงก์ ยิ่งลิงก์เยอะ แต่ละลิงก์ยิ่งได้พลังน้อยลง
ฝั่งปัจจุบัน Mueller ให้มุมที่สำคัญกว่าตัวเลขไว้ใน Search Central SEO Hangout (2 ก.ค. 2021): "If you do dilute the value of your site structure by having so many internal links that we don't see a structure anymore, then that does make it harder for us to understand what you think is important on your website" — ลิงก์เยอะเกินจนทุกหน้าเชื่อมถึงกันหมด จะทำให้ Google มองไม่ออกว่าหน้าไหนสำคัญ เขาแนะนำให้ทำเป็นลำดับชั้นแทน เช่น homepage > category > services > request-a-quote
สรุปเป็นแนวทางใช้งาน: บทความสั้นราวพันคำใส่ 3-5 ลิงก์ตามบริบทกำลังดี เนื้อหายาวขึ้นก็เพิ่มได้ตามสัดส่วน ขอแค่ทุกลิงก์มีเหตุผลว่าทำไมผู้อ่านตรงจุดนั้นควรคลิกไป และอย่าให้หน้าเดียวลิงก์ไปทุกหน้าในเว็บจนโครงสร้างหาย
วิธีทำ Internal Link ให้ถูกต้อง ทำตามขั้นตอนไหน
วิธีทำ internal link ที่ถูกต้องสรุปได้ 4 ขั้น: (1) วางโครงสร้างเนื้อหาเป็นลำดับชั้นก่อน (2) ใส่ลิงก์จากหน้าที่เนื้อหาเกี่ยวข้องกันจริง (3) เขียน anchor text ให้สื่อความหมายถึงหน้าปลายทาง และ (4) เช็คด้านเทคนิคว่าลิงก์เป็น HTML ที่ crawl ได้และไม่ติด nofollow — สามหัวข้อย่อยต่อไปนี้ลงรายละเอียดทีละเรื่อง
วางโครงสร้างแบบ Pillar-Cluster ให้ทุกหน้าอยู่ใกล้หน้าแรก
Ahrefs แนะนำโครงสร้างแบบ pyramid คือ หน้าแรก → หมวดหมู่ → หน้าย่อย และพยายามให้ทุกหน้าเข้าถึงได้ภายใน 3 คลิกจากหน้าแรก ส่วนการจัดกลุ่มเนื้อหาใช้แนวคิด topic cluster: มี pillar page เป็นหน้าหลักของหัวข้อใหญ่ แล้วลิงก์เชื่อมกับหน้า subtopic ทั้งหมด ซึ่งต่างจาก silo ที่อิงตาม URL path — Ahrefs แนะนำให้ผสมทั้งสองแบบเพื่อความแข็งแรง แนวคิดนี้ตรงกับการทำ content pillar สำหรับ SEO ที่ช่วยให้เว็บมีความลึกในหัวข้อเดียวกันเป็นกลุ่มก้อน
ตัวอย่างที่ Ahrefs ยกมาประกอบคือ pillar page "Beginner's Guide to SEO" ของตัวเองที่ใช้โครงสร้าง topic-cluster และ internal link หนาแน่น ปัจจุบันมี organic traffic ราว 2,900 ครั้ง/เดือน และมี 649 linking domains — เป็นตัวอย่างประกอบแนวทาง ไม่ใช่ผลทดลองแบบเทียบก่อน-หลัง จึงควรอ่านเป็นภาพประกอบว่าโครงสร้างแบบนี้ทำงานร่วมกับ backlink ได้ดี ไม่ใช่สูตรการันตีผลลัพธ์
Anchor Text ที่ดีเป็นแบบไหน
ตามแนวทาง Google anchor text ที่ดีต้อง สั้น สื่อความหมาย และเกี่ยวข้องกับหน้าปลายทาง เช่นใช้คำอย่าง "ghost peppers" หรือ "list of cheese types" แทนคำกว้างๆ อย่าง "click here" สิ่งที่ Google ระบุว่าห้ามทำมี 3 อย่าง: ใช้คำทั่วไปอย่าง Click here / Read more / website, ยัดคีย์เวิร์ดทั้งหมดลงในลิงก์เดียว และเขียนลิงก์ติดกันเป็นพรืดจนแยกไม่ออกว่าลิงก์ไหนคืออะไร
Semrush สรุปหลักปฏิบัติเพิ่มอีก 4 ข้อ: เขียนให้เป็นธรรมชาติไม่ฝืนประโยคและสลับคำให้หลากหลาย, กระชับไม่เกินราว 5 คำ, สื่อชัดว่าคลิกแล้วไปเจออะไร และมองเห็นได้ชัดเจนด้วยสีตัดกันหรือขีดเส้นใต้ — จุดที่คนพลาดบ่อยคือใช้ anchor text เดิมเป๊ะๆ ซ้ำวนทุกจุดทั้งเว็บ ซึ่งทั้งดูไม่เป็นธรรมชาติและเสียโอกาสบอก Google ว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับคำอื่นด้วย ลองสังเกตบทความที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ได้เลย ทุกลิงก์ใช้ข้อความบอกชัดว่าปลายทางคือเรื่องอะไร
Dofollow, Nofollow และลิงก์ที่ Crawl ได้
internal link ควรเป็น dofollow (ค่าปกติของลิงก์) เสมอ — Ahrefs จัดการใส่ nofollow กับลิงก์ภายในเป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดหลัก เพราะเท่ากับบอก Google ว่าอย่าส่งต่อคุณค่าให้หน้าตัวเอง ส่วน nofollow/sponsored/ugc นั้น Google ออกแบบไว้สำหรับลิงก์ออกไปเว็บอื่นที่เราไม่ไว้ใจ เป็นลิงก์รับเงิน หรือลิงก์ที่ผู้ใช้สร้าง จุดนี้ต้องระวังปลั๊กอินบางตัวที่แอบใส่ nofollow ให้ลิงก์โดยไม่ตั้งใจ
ด้านเทคนิค Google กำหนดชัดว่าลิงก์ต้องเป็นแท็ก HTML `<a href="url">` ที่ resolve เป็น URL จริงได้ หลีกเลี่ยงการทำลิงก์ด้วย `javascript:` protocol หรือ `onclick` event เดี่ยวๆ ที่ไม่มี href เพราะ Google อาจ crawl ตามไม่ได้ — ลิงก์สวยแค่ไหน ถ้า crawler ตามไม่ได้ก็เท่ากับไม่มีลิงก์
ตรวจสอบ Internal Link ด้วยเครื่องมืออะไรได้บ้าง
เริ่มจากของฟรีคือ Links report ใน Google Search Console แล้วเสริมด้วยเครื่องมือ audit อย่าง Ahrefs Site Audit เพื่อหาโอกาสลิงก์ที่ยังไม่ได้ทำและหน้า orphan — Google อธิบายเองว่ารายงานใน GSC เป็นเพียง "sample" ของลิงก์ ไม่ใช่รายการครบทั้งหมด ตารางบนหน้าเว็บแสดงสูงสุด 1,000 แถว แต่ export เป็น CSV/Google Sheet ได้ถึง 100,000 แถว และข้อมูลอาจล้าสมัยได้ เช่น ลิงก์ที่ถูกลบไปแล้วอาจยังโชว์อยู่
ใน GSC ให้ดูส่วน Internal links ว่าหน้าไหนถูกลิงก์ภายในเยอะสุด ถ้าหน้าที่สำคัญกับธุรกิจกลับมีลิงก์ชี้ถึงน้อยกว่าหน้ารองๆ นั่นคือสัญญาณว่าต้องจัดลำดับใหม่ ส่วนฝั่ง Ahrefs ใช้ Site Audit → Internal link opportunities report เพื่อหาคู่หน้าที่เนื้อหาเกี่ยวข้องกันแต่ยังไม่ได้ลิงก์หากัน และใช้ audit เดียวกันเช็ค orphan page — หน้าที่ไม่มี internal link ใดชี้ถึงเลย ซึ่ง Ahrefs ระบุว่าอันตรายเพราะ Google อาจค้นไม่พบ (ถ้าไม่มี backlink ภายนอกช่วย) และไม่ได้รับ link equity จากภายในเลย
ทำเป็นรอบตรวจง่ายๆ ได้ตามนี้
- เปิด GSC → Links → Internal links ไล่ดู 20 อันดับแรก เทียบกับรายชื่อหน้าที่สำคัญที่สุดของธุรกิจ ว่าตรงกันไหม
- หาบทความเก่าที่เกี่ยวข้องกับบทความใหม่ แล้วเพิ่มลิงก์จากบทความเก่าชี้มาหาบทความใหม่ทุกครั้งที่เผยแพร่
- รัน site audit หา orphan page, ลิงก์เสีย (404) และ redirect chain แล้วแก้เป็นลิงก์ตรงไปหน้าปลายทางจริง
- เช็คว่าลิงก์ภายในไม่ติด nofollow และเป็นแท็ก <a href> จริง ไม่ใช่ปุ่ม JavaScript
- ไล่ดู anchor text ว่าหลากหลายและสื่อความหมาย ไม่ใช่ "คลิกที่นี่" หรือคำเดิมซ้ำทุกจุด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และควรเริ่มจากตรงไหน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยสุดตามที่ Ahrefs และ Google ระบุ ได้แก่ ใส่ nofollow กับลิงก์ภายใน, ปล่อยลิงก์เสีย 404 ค้างในเว็บ, มี redirect chain ต่อกันหลายชั้น, ใช้ anchor text ซ้ำซากไม่หลากหลาย, ทำลิงก์ด้วย JavaScript ล้วนแทน HTML และปล่อยให้มีหน้า orphan ที่ไม่มีลิงก์ชี้ถึง — บวกกับคำเตือนของ Mueller เรื่องลิงก์เยอะเกินจนโครงสร้างหาย ทั้งหมดนี้ตรวจเจอได้ด้วยรอบ audit ในหัวข้อก่อนหน้า
จุดที่ควรเริ่มถ้ายังไม่เคยทำจริงจัง: เลือกหน้าที่สำคัญกับธุรกิจที่สุด 3-5 หน้า แล้วไล่เพิ่มลิงก์จากบทความที่เกี่ยวข้องชี้เข้าหาหน้าเหล่านั้นด้วย anchor text ที่สื่อความหมาย เพราะโครงสร้างลิงก์ที่เสียสมดุลเป็นหนึ่งในจุดที่ควรไล่เช็คเวลาวิเคราะห์สาเหตุที่อันดับเว็บตกเช่นกัน และถ้าอยากได้คนช่วยวางโครงสร้างลิงก์ทั้งเว็บพร้อมแผนเนื้อหาแบบเป็นระบบ ทีมของเรารับดูแลส่วนนี้ในบริการรับทำ SEOอยู่แล้ว
internal link ไม่ใช่เทคนิคลับ แต่เป็นงานพื้นฐานที่เว็บส่วนใหญ่ทำไม่ครบ ใครลงมือทำอย่างเป็นระบบก่อน ก็ได้เปรียบตรงที่ Google อ่านเว็บออกง่ายกว่า และผู้อ่านอยู่กับเว็บนานกว่า โดยไม่ต้องพึ่งงบเพิ่มแม้แต่บาทเดียว
คำถามที่พบบ่อย
01internal link กับ backlink ต่างกันอย่างไร+
internal link คือลิงก์ระหว่างหน้าภายในเว็บเดียวกันที่เจ้าของเว็บควบคุมได้เอง 100% ส่วน backlink คือลิงก์จากเว็บไซต์อื่นชี้เข้ามาหาเว็บเรา ซึ่งควบคุมโดยตรงไม่ได้ ทั้งสองแบบส่งผลต่อ SEO แต่คนละบทบาท: internal link ช่วยเรื่องการค้นพบหน้าและโครงสร้างภายใน ส่วน backlink เป็นสัญญาณความน่าเชื่อถือจากภายนอก
02internal link ควรเป็น dofollow หรือ nofollow+
ควรเป็น dofollow (ค่าปกติของลิงก์) เสมอ เพราะการใส่ nofollow กับลิงก์ภายในเท่ากับบอก Google ว่าอย่าส่งต่อคุณค่าให้หน้าในเว็บตัวเอง ซึ่ง Ahrefs จัดเป็นข้อผิดพลาดหลัก ส่วน nofollow/sponsored/ugc มีไว้สำหรับลิงก์ออกไปเว็บภายนอกที่ไม่ไว้ใจ เป็นลิงก์รับเงิน หรือลิงก์จากผู้ใช้ ตามแนวทางของ Google
03ใส่ internal link เยอะเกินไปมีผลเสียไหม+
มี — ไม่ใช่การโดนลงโทษโดยตรง (Matt Cutts ยืนยันว่ากฎ 100 ลิงก์ต่อหน้ายกเลิกแล้ว) แต่ John Mueller อธิบายว่าถ้าลิงก์เยอะจน Google มองไม่เห็นโครงสร้าง จะทำให้ Google เข้าใจยากว่าหน้าไหนสำคัญ และ PageRank ของหน้าจะถูกแบ่งเฉลี่ยตามจำนวนลิงก์ ยิ่งลิงก์เยอะแต่ละลิงก์ยิ่งได้พลังน้อยลง สำหรับบทความ Ahrefs แนะนำ 3-5 ลิงก์ตามบริบท
04internal link ช่วยให้ Google เจอหน้าใหม่เร็วขึ้นจริงไหม+
จริงตามกลไกที่ Google อธิบายเองในเอกสาร How Search Works ว่าหน้าใหม่จำนวนมากถูกค้นพบเมื่อ Google ดึงลิงก์จากหน้าที่รู้จักอยู่แล้ว เช่น หน้าหมวดหมู่ที่ลิงก์ไปยังบทความใหม่ ดังนั้นการใส่ลิงก์จากหน้าที่ Google crawl บ่อยชี้ไปหาหน้าใหม่ จึงเปิดเส้นทางให้ค้นพบได้เร็วขึ้น ขณะที่หน้า orphan ที่ไม่มีลิงก์ชี้ถึงอาจไม่ถูกค้นพบเลย
05เช็ค internal link ฟรีได้ที่ไหน+
ใช้ Google Search Console ส่วน Links → Internal links ได้ฟรี เพื่อดูว่าหน้าไหนถูกลิงก์ภายในมากที่สุด โดยข้อมูลเป็น sample ไม่ครบทั้งหมด ตารางแสดง 1,000 แถวแต่ export ได้ถึง 100,000 แถว ถ้าต้องการหา orphan page ลิงก์เสีย หรือคู่หน้าที่ควรลิงก์กัน ให้เสริมด้วยเครื่องมือ audit เช่น Ahrefs Site Audit ที่มีรายงาน Internal link opportunities
06anchor text ที่ดีสำหรับ internal link เป็นแบบไหน+
ตามแนวทาง Google คือสั้น สื่อความหมาย และเกี่ยวข้องกับหน้าปลายทาง หลีกเลี่ยงคำทั่วไปอย่าง "คลิกที่นี่" หรือ "อ่านต่อ" ไม่ยัดคีย์เวิร์ดทั้งหมดในลิงก์เดียว และไม่เขียนลิงก์ติดกันเป็นพรืด Semrush เสริมว่าควรกระชับไม่เกินราว 5 คำ สลับคำให้หลากหลาย ไม่ใช้ข้อความเดิมซ้ำทุกจุด และทำให้ลิงก์มองเห็นชัดด้วยสีตัดกันหรือขีดเส้นใต้

