เว็บใหม่แทบทุกเว็บต้องเจอคำถามนี้ตั้งแต่วันแรกที่ชี้โดเมน ว่าจะให้เว็บอยู่ที่ www.example.com หรือ example.com เฉยๆ หลายคนเลือกไปตามความชอบแล้วก็ผ่านไป แต่พอเว็บโตขึ้นถึงเพิ่งรู้ว่าเว็บตัวเองเปิดได้ทั้งสองทางพร้อมกันมาตลอด และ Google เก็บ URL ทั้งสองชุดไว้คนละชุดจริงๆ
บทความนี้อธิบายว่า www กับ non-www ต่างกันตรงไหนในทางเทคนิค แบบไหนได้เปรียบเรื่อง SEO มากกว่ากัน ขั้นตอนตั้งค่าให้ถูกตั้งแต่ redirect ไปจนถึง canonical และ sitemap รวมถึงจุดพลาดที่ทำให้เว็บเสียอันดับตอนสลับจากแบบหนึ่งไปอีกแบบ
www กับ non-www ต่างกันยังไงในทางเทคนิค
ต่างกันตรงที่มันคือชื่อโฮสต์คนละชื่อ ไม่ใช่ URL เดียวกันที่เขียนสองแบบ example.com คือชื่อโดเมนระดับบนสุดที่จดไว้ ส่วน www.example.com คือ subdomain หนึ่งของโดเมนนั้น เหมือนกับ blog.example.com หรือ shop.example.com ที่บังเอิญตั้งชื่อว่า www ตามธรรมเนียมเก่าของเว็บยุคแรก
แบบไม่มี www มีหลายชื่อเรียกที่หมายถึงอันเดียวกัน ทั้ง bare domain, apex domain, root domain และ naked domain ทุกคำนี้หมายถึงโดเมนเปล่าที่ไม่มี subdomain นำหน้า ส่วนคำว่า apex ที่เจอบ่อยในหน้าตั้งค่า DNS ก็คือระดับบนสุดของโซนโดเมนนั้นนั่นเอง
เพราะเป็นคนละชื่อโฮสต์ เบราว์เซอร์และบอทจึงมองว่าเป็นที่อยู่คนละที่ ในทางเทคนิคเว็บสองชื่อนี้ชี้ไปเซิร์ฟเวอร์คนละเครื่อง แสดงเนื้อหาคนละชุด หรือแม้แต่เป็นคนละเว็บกันเลยก็ยังได้ Google จึงไม่มีทางเดาให้เองว่าสองชื่อนี้คือเว็บเดียวกัน จนกว่าเราจะบอกมันด้วย redirect หรือ canonical
- example.com = bare domain / apex domain / naked domain
- www.example.com = subdomain ชื่อ www ของโดเมนเดียวกัน
- ทั้งคู่เป็นชื่อโฮสต์คนละชื่อ ตั้งค่าให้ชี้คนละที่ได้
- Google ไม่รวมสัญญาณให้อัตโนมัติถ้าเราไม่ได้สั่ง
ถ้าเปิดได้ทั้ง www และ non-www พร้อมกันจะเกิดอะไรขึ้น
จะกลายเป็นเนื้อหาซ้ำทันที เพราะเว็บทั้งเว็บจะมี URL สองชุดที่เนื้อหาเหมือนกันเป๊ะ หน้าเดียวเปิดได้สองที่อยู่ และถ้าเว็บมี 200 หน้า ก็เท่ากับมี 400 URL ที่แข่งกันเองอยู่ในสายตาเครื่องมือค้นหา
ผลที่ตามมาไม่ได้แรงถึงขั้นโดนลงโทษ เพราะกรณีนี้เป็นเนื้อหาซ้ำแบบไม่ได้ตั้งใจซึ่งเจอทั่วไปมาก Google มักเลือกเวอร์ชันใดเวอร์ชันหนึ่งมาจัดอันดับให้เอง แต่ปัญหาคือมันเลือกแทนเรา และอาจเลือกไม่ตรงกับที่เราอยากให้ติด ทำให้ลิงก์ที่คนอื่นชี้เข้ามากระจายอยู่สองชุด สถิติใน Search Console แยกกัน และงบคลานถูกใช้ไปกับการเก็บหน้าซ้ำแทนที่จะไปเก็บหน้าใหม่
อาการที่เห็นบ่อยคือหน้าเดียวกันสลับไปมาระหว่างสองเวอร์ชันในผลค้นหา หรือรายงานหน้าที่ไม่ถูกจัดทำดัชนีขึ้นสถานะทำนองว่ามี URL อื่นที่เหมาะกว่าเป็นตัวหลัก รายละเอียดว่าเนื้อหาซ้ำแบบต่างๆ ส่งผลยังไงและแก้แต่ละแบบยังไง อ่านต่อได้ที่ Duplicate Content คืออะไร ทำไมเนื้อหาซ้ำถึงทำให้เว็บไม่ติดอันดับ
www หรือ non-www ดีกว่ากันเรื่อง SEO
ตอบตรงๆ ว่า ไม่มีแบบไหนได้เปรียบเรื่องอันดับ Google ยืนยันมานานหลายปีแล้วว่าไม่ได้ให้น้ำหนักเว็บที่ขึ้นต้นด้วย www มากกว่าโดเมนเปล่า หรือกลับกัน ปัจจัยที่ใช้จัดอันดับไม่มีข้อไหนดูว่าชื่อโฮสต์มี www นำหน้าหรือไม่
สิ่งที่มีผลกับ SEO จริงคือความสม่ำเสมอ เลือกแบบเดียวให้ชัดแล้ว redirect อีกแบบมาหาเสมอ เว็บที่เลือก www แล้วทำครบถูกต้อง กับเว็บที่เลือก non-www แล้วทำครบถูกต้อง มีโอกาสติดอันดับเท่ากัน ส่วนเว็บที่เปิดได้ทั้งสองทางแบบไม่ได้ตั้งใจต่างหากที่เสียเปรียบ ไม่ว่าจะเลือกฝั่งไหนก็ตาม
ดังนั้นเวลาตัดสินใจ ให้เลือกจากเหตุผลเชิงเทคนิคและเรื่องแบรนด์แทน เช่นโครงสร้าง DNS ที่ผู้ให้บริการรองรับ จำนวน subdomain ที่มี และรูปแบบที่ใช้กับสื่อการตลาดอยู่แล้ว
| แบบ | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| www.example.com | ตั้ง DNS เป็น CNAME ชี้ไปโฮสต์/CDN ได้ตรงตามมาตรฐาน ย้ายผู้ให้บริการง่าย เปลี่ยนปลายทางได้โดยไม่ต้องแก้ IP, จำกัด cookie ไว้เฉพาะ subdomain นี้ได้ ไม่รั่วไปทุก subdomain | ยาวกว่า 4 ตัวอักษร ดูรุงรังเวลาพิมพ์หรือบอกปากเปล่า | เว็บที่มี subdomain หลายตัว ใช้ CDN หรือระบบองค์กร และเว็บที่ต้องย้ายโฮสต์บ่อย |
| example.com | สั้น สะอาด อ่านง่าย เหมาะกับนามบัตร ป้าย และการบอกต่อปากเปล่า, ดูทันสมัยตามเว็บยุคปัจจุบัน | โดเมนระดับ apex ตามมาตรฐาน DNS ใช้ CNAME ตรงๆ ไม่ได้ ต้องพึ่ง ALIAS/ANAME หรือ CNAME flattening ซึ่งผู้ให้บริการบางเจ้าไม่รองรับ, ถ้าเซต cookie โดยระบุ Domain เป็นโดเมนเปล่า cookie นั้นจะถูกส่งไปทุก subdomain ด้วย | เว็บบริษัท เว็บแบรนด์ และเว็บที่ไม่มี subdomain มากนัก โดยผู้ให้บริการ DNS รองรับ ALIAS หรือ flattening |
เรื่อง DNS ที่ทำให้หลายเว็บเลือก www
มาตรฐาน DNS ไม่อนุญาตให้ระเบียน CNAME อยู่ร่วมกับระเบียนอื่นบนชื่อเดียวกัน และโดเมนระดับ apex จำเป็นต้องมีระเบียน NS กับ SOA อยู่แล้ว จึงตั้ง CNAME ตรงๆ ที่ example.com ไม่ได้ ต้องใช้ A record ชี้ IP หรือใช้ฟีเจอร์เฉพาะของผู้ให้บริการอย่าง ALIAS, ANAME หรือ CNAME flattening แทน
ผลในทางปฏิบัติคือถ้าใช้ CDN หรือแพลตฟอร์มโฮสต์ที่เปลี่ยน IP ปลายทางเองได้ตลอด การชี้ผ่าน www ที่เป็น CNAME จะยืดหยุ่นกว่าและไม่ต้องคอยตามแก้ IP ส่วน non-www ใช้ได้สบายถ้าผู้ให้บริการ DNS รองรับ ALIAS หรือ flattening ซึ่งเจ้าใหญ่ๆ ทุกวันนี้รองรับกันเกือบหมดแล้ว
เรื่อง cookie ที่คนมักมองข้าม
cookie ที่เซตบนโดเมนเปล่ามีโอกาสถูกส่งไปทุก subdomain ของโดเมนนั้นด้วย ถ้าเว็บมี subdomain สำหรับไฟล์ static เช่น cdn.example.com ทุกคำขอโหลดรูปหรือไฟล์ก็จะแบก cookie ติดไปด้วยโดยไม่จำเป็น
ผลกระทบต่อความเร็วในระดับเว็บทั่วไปถือว่าเล็กมาก และแทบไม่ใช่เหตุผลหลักในการตัดสินใจอีกแล้วในยุคที่ CDN แยกโดเมนกันชัดเจน แต่ถ้าเว็บมี subdomain จำนวนมากและมี cookie ก้อนใหญ่ ประเด็นนี้ยังเป็นข้อพิจารณาที่มีเหตุผลอยู่
ต้อง redirect ยังไงไม่ให้อันดับหาย
หลักคือเลือก preferred domain หนึ่งแบบ แล้วส่งอีกแบบมาหาด้วย 301 redirect แบบถาวรทุกหน้า ไม่ใช่แค่หน้าแรก คนและบอทที่เข้าฝั่งที่ไม่ได้เลือกต้องถูกพาไปยัง URL เดียวกันของฝั่งที่เลือกเสมอ
ที่ต้องย้ำคือ ต้องเป็น 301 ไม่ใช่ 302 เพราะ 301 บอกว่าย้ายถาวรและส่งสัญญาณจัดอันดับไปยังปลายทางได้เกือบเต็ม ส่วน 302 บอกว่าย้ายชั่วคราว เครื่องมือค้นหาจะยังเก็บ URL ต้นทางไว้เป็นตัวหลัก ทำให้ปัญหาเนื้อหาซ้ำไม่หายไปไหน ความต่างของสองตัวนี้อธิบายไว้ละเอียดที่ 301 กับ 302 Redirect ต่างกันยังไง ใช้ตัวไหนถึงไม่เสียอันดับ
อีกจุดที่พลาดกันบ่อยคือ redirect เป็นทอดๆ เช่น http non-www ไป http www แล้วค่อยไป https www การเด้งหลายต่อทำให้ช้าและเปลืองงบคลานโดยไม่จำเป็น ที่ถูกคือรวบให้จบในต่อเดียว จาก URL ต้นทางไปยัง https ของ preferred domain โดยตรง
- 301 ทุกหน้าแบบ path ต่อ path ไม่ใช่โยนทุกอย่างไปหน้าแรก
- รวมทั้ง http และ https ของฝั่งที่ไม่ได้เลือกให้เข้ามาที่ https ของฝั่งที่เลือก
- เลี่ยง redirect ซ้อนกันหลายชั้น ให้จบในต่อเดียว
- ทดสอบด้วยเครื่องมือดู HTTP header ว่าได้ 301 จริงไม่ใช่ 302 หรือ 307
ขั้นตอนตั้งค่าให้ครบตั้งแต่ต้นจนจบ
การตั้งค่าให้ครบมีหกขั้น เริ่มจากเลือก preferred domain แล้วไล่ทำ redirect, canonical, sitemap, การยืนยันสิทธิ์ใน Search Console และตรวจลิงก์ภายในทั้งเว็บ ทำไม่ครบข้อใดข้อหนึ่งก็ยังมีโอกาสที่สัญญาณจะกระจายสองทางอยู่ดี
ลำดับการทำมีผลด้วย ควรตั้ง redirect ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไล่แก้ canonical กับลิงก์ภายใน เพราะถ้าแก้ canonical ไปชี้อีกฝั่งทั้งที่ยังไม่มี redirect รองรับ จะกลายเป็นการส่งสัญญาณขัดกันเองระหว่างสิ่งที่เซิร์ฟเวอร์ตอบกับสิ่งที่หน้าเว็บบอก
- 1. เลือก preferred domain หนึ่งแบบแล้วยึดตามนั้นทั้งเว็บ
- 2. ตั้ง 301 redirect ถาวรจากฝั่งที่ไม่ได้เลือกไปฝั่งที่เลือก ครบทุกหน้า
- 3. ใส่ self-referencing canonical ให้ทุกหน้าชี้ URL ของตัวเองบน preferred domain
- 4. sitemap.xml ต้องมีแต่ URL ของ preferred domain ห้ามผสมสองแบบ
- 5. ยืนยันสิทธิ์ใน Google Search Console โดยแนะนำให้ใช้ Domain property
- 6. ไล่แก้ลิงก์ภายใน เมนู footer และไฟล์ที่ hardcode URL ให้ชี้ preferred domain ทั้งหมด
canonical ต้องตรงกับ preferred domain ทุกหน้า
self-referencing canonical คือการให้ทุกหน้าประกาศว่า URL ตัวจริงของหน้านั้นคืออะไร ถ้าเลือก non-www เป็นหลัก canonical ของทุกหน้าก็ต้องเขียนเป็น https://example.com/... ไม่ใช่ปล่อยให้ระบบ generate ตาม host ที่เข้ามา เพราะถ้าเป็นอย่างหลัง คนเข้าฝั่ง www ก็จะได้ canonical ชี้ไป www ซึ่งขัดกับ redirect ที่ตั้งไว้
canonical ไม่ใช่คำสั่งบังคับแต่เป็นสัญญาณที่มีน้ำหนักมาก ทำงานคู่กับ redirect ได้ดีและช่วยกันกรณีที่ redirect หลุดบางเส้นทาง วิธีใช้ให้ถูกและกรณีที่คนมักตั้งพลาด อ่านเพิ่มที่ Canonical Tag คืออะไร ใช้ยังไงให้ Google เลือก URL ที่เราต้องการ
ทำไมควรใช้ Domain property ใน Search Console
Domain property ครอบคลุมทั้ง www, non-www, http, https และทุก subdomain ในที่เดียว ต่างจาก URL prefix property ที่แยกเป็นคนละ property ตามชื่อโฮสต์ ทำให้ต้องเปิดหลายอันเพื่อดูภาพรวมของเว็บเดียว
ข้อดีคือเวลาสลับ preferred domain หรือย้าย https จะไม่มีช่วงที่ข้อมูลขาดหาย และเห็นได้ทันทีว่ายังมีทราฟฟิกวิ่งเข้าฝั่งที่ไม่ได้เลือกอยู่ไหม ข้อแลกเปลี่ยนคือต้องยืนยันสิทธิ์ผ่านระเบียน DNS เท่านั้น ปัจจุบัน Search Console ไม่มีสวิตช์ตั้ง preferred domain ให้กดเลือกแล้ว (ปิดฟีเจอร์นี้ไปตั้งแต่ปี 2019) ต้องประกาศด้วย 301 redirect และ canonical เป็นหลักเท่านั้น
จุดพลาดที่เจอบ่อยเวลาตั้ง www กับ non-www
จุดพลาดที่เจอบ่อยที่สุดคือเว็บเปิดได้ทั้งสองทางโดยไม่มีใครสังเกต เพราะหน้าเว็บดูปกติดีทั้งคู่ วิธีตรวจง่ายที่สุดคือพิมพ์ทั้ง www.example.com และ example.com ในเบราว์เซอร์แล้วดูว่าช่องที่อยู่เปลี่ยนไปเป็นแบบเดียวกันหรือเปล่า ถ้าค้างอยู่คนละแบบแปลว่ายังไม่มี redirect
อีกกลุ่มที่พลาดกันบ่อยคือใบรับรอง SSL ไม่ครอบคลุมทั้งสองชื่อ ถ้าจะ redirect จาก www ไป non-www เบราว์เซอร์ต้องเชื่อมต่อ https ฝั่ง www ให้สำเร็จก่อนถึงจะได้รับคำสั่ง redirect ดังนั้น ใบ SSL ต้องครอบคลุมทั้งสองชื่อ ไม่งั้นผู้ใช้จะเจอหน้าเตือนความปลอดภัยก่อนจะได้เด้งไปไหน
- ลืมตั้ง redirect ทำให้เว็บเปิดได้สองทางพร้อมกัน
- ใช้ 302 ชั่วคราวแทน 301 ถาวร สัญญาณจึงไม่ถูกโอนไปปลายทาง
- SSL ไม่ครอบคลุม www ทำให้ redirect ทำงานไม่ทันก่อนเจอหน้าเตือน
- sitemap และลิงก์ภายในยังผสมสองแบบหลังย้ายเสร็จ
- redirect เฉพาะหน้าแรก หน้าอื่นยังเข้าได้สองทาง
- ลืมแก้ URL ที่ hardcode ไว้ในธีม ปลั๊กอิน หรือ script ติดตามผล
เปลี่ยนจาก www เป็น non-www ทีหลังได้ไหม อันดับจะตกหรือเปล่า
เปลี่ยนได้ และถ้าวางแผนดีอันดับมักใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์กว่าจะนิ่งกลับมาใกล้เคียงเดิม ขึ้นกับขนาดเว็บ แต่ต้อง ทำเหมือนการย้ายโดเมนจริง ไม่ใช่แค่สลับสวิตช์ในหน้าตั้งค่า เพราะในสายตาเครื่องมือค้นหานี่คือการย้ายทุก URL ของเว็บไปยังชื่อโฮสต์ใหม่พร้อมกันทั้งเว็บ
ช่วงหลังเปลี่ยนจะมีอาการแกว่งเป็นเรื่องปกติ อันดับขึ้นลง จำนวนหน้าที่ถูกจัดทำดัชนีลดแล้วค่อยกลับมา ระยะเวลาขึ้นกับขนาดเว็บและความถี่ที่บอทเข้ามาเก็บ สิ่งที่ควรทำคือคงระบบ redirect ไว้ถาวร อย่าปิดหลังผ่านไปไม่กี่เดือน เพราะลิงก์เก่าจากเว็บอื่นยังชี้มาที่ชื่อเดิมอีกนาน
ถ้ายังไม่มีเหตุผลชัดเจนว่าทำไมต้องเปลี่ยน คำแนะนำตรงไปตรงมาคืออย่าเปลี่ยน เพราะได้ประโยชน์เชิงอันดับเป็นศูนย์แต่มีความเสี่ยงระหว่างทาง แผนย้ายแบบเต็มรูปแบบและสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนกดสวิตช์ ดูได้ที่ ย้ายเว็บ เปลี่ยนโดเมน ยังไงไม่ให้อันดับหาย
เช็คลิสต์ตรวจว่าเว็บตั้งค่าถูกแล้วหรือยัง
ตรวจได้ด้วยตัวเองในไม่กี่นาที ไล่ตามรายการข้างล่างทีละข้อ ถ้าผ่านครบแปลว่าเว็บมี URL ชุดเดียวที่ชัดเจนแล้ว ไม่มีสัญญาณกระจายสองทาง
ควรตรวจซ้ำทุกครั้งที่ย้ายโฮสต์ เปลี่ยน CDN เปลี่ยนธีม หรืออัปเดตปลั๊กอินตัวใหญ่ เพราะการตั้งค่าระดับเซิร์ฟเวอร์มักถูกรีเซ็ตกลับโดยไม่มีใครรู้ตัว และมันจะเงียบอยู่แบบนั้นจนกว่าจะมีคนเผลอเจอเข้า
ถ้าตรวจแล้วไม่แน่ใจว่าอะไรควรแก้ก่อนหลัง หรืออยากให้ดูภาพรวมทั้งเว็บพร้อมกันไปเลย ทีมเรารับตรวจ SEO เว็บไซต์ โดยไล่ตั้งแต่โครงสร้าง URL ไปจนถึงเนื้อหาและรายงานสิ่งที่ต้องแก้ตามลำดับความสำคัญ
- พิมพ์ทั้งสองแบบในเบราว์เซอร์แล้วต้องเด้งมาเหลือแบบเดียวเสมอ
- ทดสอบ http และ https ของทั้งสองแบบ รวมสี่ทาง ต้องจบที่ URL เดียวกัน
- ดู HTTP status ว่าเป็น 301 และเด้งต่อเดียว ไม่ซ้อนกันหลายชั้น
- เปิดซอร์สหน้าเว็บดู canonical ว่าตรงกับ preferred domain
- เปิด sitemap.xml ดูว่าไม่มี URL ฝั่งที่ไม่ได้เลือกปนอยู่
- ค้นหาใน Google ด้วย site: ทั้งสองแบบ ดูว่ามีฝั่งที่ไม่ได้เลือกโผล่ขึ้นมาไหม
คำถามที่พบบ่อย
01www กับ non-www แบบไหนติดอันดับดีกว่ากัน+
ไม่มีแบบไหนได้เปรียบ Google ยืนยันมานานแล้วว่าไม่ได้ให้น้ำหนักกับการมีหรือไม่มี www นำหน้า สิ่งที่มีผลจริงคือเลือกแบบเดียวแล้วทำ 301 redirect อีกแบบมาหาให้ครบทุกหน้า เว็บที่เปิดได้สองทางพร้อมกันต่างหากที่เสียเปรียบ
02ถ้าไม่ตั้ง redirect ระหว่าง www กับ non-www จะโดนลงโทษไหม+
ไม่ถึงขั้นโดนลงโทษ เพราะถือเป็นเนื้อหาซ้ำแบบไม่ได้ตั้งใจซึ่งพบทั่วไป แต่จะเสียประโยชน์ตรงที่ Google เลือกเวอร์ชันหลักแทนเรา ลิงก์จากเว็บอื่นกระจายอยู่สองชุด สถิติแยกกัน และงบคลานถูกใช้ไปกับหน้าซ้ำแทนหน้าใหม่
03ต้องใช้ 301 หรือ 302 ในการ redirect ระหว่าง www กับ non-www+
ต้องใช้ 301 เท่านั้น เพราะเป็นการย้ายถาวรและส่งสัญญาณจัดอันดับไปยังปลายทางได้เกือบเต็ม ส่วน 302 หมายถึงย้ายชั่วคราว เครื่องมือค้นหาจะยังยึด URL ต้นทางเป็นตัวหลัก ทำให้ปัญหาเนื้อหาซ้ำยังอยู่เหมือนเดิม
04ต้องยืนยัน Search Console ทั้ง www และ non-www ไหม+
ถ้าใช้ Domain property ไม่ต้อง เพราะครอบคลุมทั้ง www, non-www, http, https และ subdomain ทั้งหมดในที่เดียว แต่ถ้าใช้แบบ URL prefix ต้องเพิ่มทุกเวอร์ชันแยกกันถึงจะเห็นภาพรวมครบ โดยเฉพาะช่วงที่กำลังสลับ preferred domain
05เว็บเปิดมานานแล้ว เปลี่ยนจาก www เป็น non-www ตอนนี้ทันไหม+
ทำได้ แต่ต้องวางแผนเหมือนการย้ายโดเมนจริง ทั้ง 301 ทุกหน้า แก้ canonical แก้ sitemap แก้ลิงก์ภายใน และเฝ้าดู Search Console ต่อเนื่อง ช่วงแรกอันดับแกว่งเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่มีเหตุผลทางเทคนิคชัดเจน การไม่เปลี่ยนมักคุ้มกว่าเพราะไม่ได้ประโยชน์เชิงอันดับเพิ่ม

